Ultimate Strategy

บทความนี้จะเป็นการโชว์ตัวอย่างการเทรดด้วยการรวบรวมกลยุทธ์ต่างๆเข้ามาผสมผสานกัน เพื่อมาสร้างกำไรจากการเทรด โดยจะใช้ทั้งศาสตร์ของ Price pattern , Candlestick pattern , Indicator และการดูแนวโน้มในการเทรด ซึ่งรับรองว่าเทรดเดอร์จะสามารถนำไปต่อยอดการเทรดได้อย่างแน่นอน

Bearish Engulfing + Stochastic (Overbought) + Downtrend

ตัวอย่างแรกเป็นสัญญาณการเปิด Put option (SELL) โดยใช้หลักของแท่งเทียนรูปแบบ Bearish Engulfing ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบของรูปแบบแท่งเทียน, สัญญาณ Indicator อย่าง Stochastic ที่ราคากำลังปรับตัวลงจากระดับ Overbought และการเทรดตามแนวโน้มที่ดูจากเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน (ราคาเคลื่อนไหวภายใต้เส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าว) ซึ่งพอ 3 อย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ราคามีโอกาสสูงที่จะปรับตัวลงในอนาดคตได้ (ดังตัวอย่างกราฟข้างต้น)

ชี้แจงแต่ละเครื่องมือ

  • Bearish Engulfing : เป็นสัญญาณลบของ Candlestick pattern
  • Stochastic (Overbought) : มีโอกาสที่ราคาลงเข้าสู่รอบการพักตัว
  • ราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน : อยู่ในแนวโน้มขาลง

Bull Flag + ADX + Uptrend

มาดูตัวอย่างฝั่ง Call option กันบ้าง … ตัวอย่างนี้เป็นการผสมผสานของ Price pattern รูปแบบ Bull flag ซึ่งถ้าทะลุกรอบดังกล่าวขึ้นจะเป็นสัญญาณการไปต่อของราคา และเครื่องมือ ADX ที่ DI+ อยู่เหนือ DI- ที่แสดงถึงโมเมนตัมเชิงบวก และสุดท้ายเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน ที่ราคาเคลื่อนไหวเหนือเส้นดังกล่าวแสดงถึงแนวโน้มของขาขึ้น … จากกราฟข้างต้น ในช่วงที่ราคาทะลุกรอบขึ้นมาเป็นจังหวะในการซื้อ Call option เพราะทั้ง 3 เงื่อนไขชี้ไปในทางเดียวกัน มีโอกาสสูงที่ราคาจะปรับตัวขึ้นต่อในอนาคต

ชี้แจงแต่ละเครื่องมือ

  • Bull Flag : เป็นรูปแบบต่อเนื่อง (Continuation patterns) ของ Price pattern
  • ADX : เป็น Indicator ที่เมื่อ DI + อยู่เหนือ DI – แสดงถึงน้ำหนักเชิงบวกของราคา
  • ราคาเคลื่อนไหวสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน : แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น

ซึ่งนี้เป็นเพียง 2 ตัวอย่างในการเทรด ทั้งนี้เทรดเดอร์สามารถนำศาสตร์ต่างๆ ของ Technical analysis มีผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างกลยุทธ์ของตัวเทรดเดอร์เอง ยังมาอีกทั้ง แนวรับ แนวต้าน , Divergence , Hidden divergence , Fibonacci และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเทรดเดอร์สามารถนำเครื่องมือเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย สร้างกลยุทธ์ใหม่ๆในการเทรด จะทำให้การเทรดของเทรดเดอร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยิ่งเทรดเดอร์มีกลยุทธ์ที่หลากหลาย ก็ยิ่งเพ่ิ่มโอกาสการเทรดของในการสร้างกำไรอีกด้วย

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

Stochastic with ATR Strategy

ในการเทรด Binary Option ให้ประสบความสำเร็จนั้น เราจะต้องมีกลยุทธ์ที่สามารถสร้างกำไรได้ และกลยุทธ์นั้นต้องเหมาะสมกับตัวเทรดเดอร์เองด้วย เพราะบางทีอาจมีกลยุทธ์ที่สามารถสร้างกำไรได้จริง แต่ไม่เหมาะสมกับนิสัยของเทรดเดอร์ กลยุทธ์นั้นก็อาจไม่ควรนำมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น มีกีฬาให้เลือกเล่นได้แก่ ฟุตบอล , ปิงปอง , ว่ายน้ำ โดยสมมติว่า 3 กีฬานี้ถ้าชนะการแข่งขันจะได้รับเงินเท่ากันหมด ซึ่งถ้ามองในแก่ตัวเงิน เราก็จะเลือกกีฬาอะไรก็ได้ในการแข่งขัน แต่ถ้าหากมองในแง่ตัวบุคคลแล้วนั้น มันต้องขึ้นอยู่กับความชอบของบุคคลคนนั้น ว่าเราชอบอะไร อะไรที่เราสามารถอยู่กับมันได้นานที่สุด ซึ่งคล้ายกับการเทรด เราไม่ได้เทรดวันสองวัน เราเทรดทั้งชีวิต เราก็ต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดเช่นเดียวกัน

ในบทความนี้เราจะมานำเสนออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สามารถใช้เทรดในตลาด Binary option ได้ดี โดยเป็นการผสมผสาน Indicator จำนวน 2 ตัวเข้าด้วยกัน เพื่อนำมาสร้างสัญญาณการซื้อขาย ซึ่งแต่ละตัวจะทำหน้านี้แตกต่างกัน เมื่อนำมารวมกันแล้ว มันสามารถสร้างประสิทธิภาพในการเทรดได้อย่างดีย่ิง

Stochastic + ATR strategy

เชื่อว่าหลายคนคงทราบเครื่องมือ Stochastic กันอยู่แล้ว ที่ไว้ดูภาวะ Overbought และ Oversold ของรอบราคา … ส่วน ATR strategy นั้น โดยเนื้อแท้ของมันถูกสร้างมันเพื่อดูความผันผวนของราคาเป็นหลัก (ถ้าค่า ATR มาก แสดงถึงความผันผวนมาก , ถ้าค่า ATR น้อย แสดงถึงความผันผวนน้อย)

เงื่อนไขการเทรด

BUY / CALL

  • Stochastic ขึ้นจากระดับ Oversold
  • ATR > 0.8

SELL / PUT

  • Stochastic ลงจากระดับ Overbought
  • ATR > 0.8

มาอธิบายเงื่อนไขแต่ละเงื่อนไขกันก่อนที่จะไปสู่ตัวอย่างจริงในการเทรด … Set up นี้จะประกอบด้วย 2 เงื่อนไขหลัก คือ Stochastic และ ATR … เงื่อนไขแรก Stochastic จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงทิศทางของราคาว่ามีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นหรือแกว่งตัวลง โดยถ้าราคาเข้าสู่ภาวะ Oversold และปรับตัวขึ้นจากระดับดังกล่าว ก็บ่งชี้ได้ว่าราคามีโอกาสเข้าสู่รอบการปรับตัวขึ้น หรือถ้าราคาเข้าสู่ภาวะ Overbought และปรับตัวลงจากระดับดังกล่าว ก็บ่งชี้ได้ว่าราคามีโอกาสเข้าสู่รอบการพักตัว … ส่วน ATR ที่นำมาประกอบการเทรดในกลยุทธ์นี้ก็เนื่องด้วยว่า เป็นตัวช่วย ในการคาดการณ์ราคาว่าราคามีโอกาสที่จะแกว่งตัวตามทิศทางที่คาดไว้ เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า ATR ไว้วัดความผันผวน โดยเราจะเทรดเฉพาะช่วงที่ราคา ผันผวน เท่านั้น เพราะในช่วงที่ราคา ไม่ผันผวน ราคาขึ้นลงของราคาอาจแกว่งการแกว่งตัวแคบๆ ไม่ได้เป็นการปรับตัวขึ้นหรือลงจริง

ตัวอย่างการเทรด

ตัวอย่างกราฟ EURUSD ในภาพราย 5 นาที … ช่วงเส้นปะสีเขียว (แนวตั้ง) เป็นช่วงที่ราคาเข้าเงื่อนไขของกลยุทธ์นี้ คือ ATR > 0.8 และ Stochastic ขึ้นเหนือจากระดับ Oversold ซึ่งเป็นสัญญาณการเข้าเปิด Call Option เพื่อคาดการณ์ว่าราคามีโอกาสที่จะแกว่งตัวขึ้น

มาดูตัวอย่างฝั่ง Put option กันบ้าง … ในช่วงที่ ATR > 0.8 และ Stochasic ปรับตัวลงจากเขต Overbought เป็นจังหวะในการเข้าซื้อ Put option เนื่องจากเราคาดการณ์ว่าราคามีโอกาสปรับตัวลง (ตามเครื่องมือ ถูก) … จากกราฟข้างต้นเราแสดงตัวอย่างที่ไม่เข้าเงื่อนไขของเราคือ (เครื่องหมาย X) ในช่วงที่ Stochastic ปรับตัวลงจากเขต Overbought ก็จริง แต่จังหวะนั้น ATR ไม่ได้มากกว่า 0.8 จะเห็นได้ว่าราคาเป็นเพียง Sideway ออกด้านข้าง ไม่ได้ปรับตัวลงแต่อย่างใด

ถ้าเทรดเดอร์ท่านไหนชอบการเทรดรูปแบบนี้ สามารถนำเอาไปฝึกฝนใช้งานกันได้เลยนะครับ เชื่อเสมอว่า ถ้าขยันฝึกฝน ตั้งใจศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทุกท่านก็จะสามารถสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่องได้อย่างง่ายดายครับ

ทริค : สามารถนำการวิเคราะห์แนวโน้มมาประกอบการเทรดกลยุทธ์นี้ได้ด้วยเช่นกัน

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

Hidden Divergence

เป็นอีกกลยุทธ์ที่เหมาะกับการเทรด Binary Option เช่นเดียวกัน เนื่องจาก Hidden divergence เป็นการเทรดลักษณะ Swing trade (เทรดตามรอบการแกว่งตัวของราคา ไม่ได้ถือยาว) ซึ่ง Winrate จะค่อนข้างเยอะกว่าการเทรด Divergence ปกติทั่วไป ทำให้ที่ชื่นชอบของเทรดเดอร์สาย Swing trade ในการใช้กลยุทธ์ใช้สร้างกำไรในการเทรด

เราเคยพูดถึง Divergence ปกติกันไปแล้ว … แต่ก่อนอื่นมาทบทวบกันก่อนดีกว่า

1. Bearish divergence – ราคา กำลังขึ้น ทำ Higher High (ทำจุดสูงสุดสูงขึ้น) แต่ Indicator กับทำ Lower High (จุดสูงสุดต่ำลง) … เป็นสัญญาณว่า ราคามีโอกาสเปลี่ยนแนวโน้มจาก ขาขึ้น เป็น ขาลง

2. Bullish divergence – ราคา กำลังลง ทำ Lower Low (ฐานต่ำลง) แต่ Indicator กับทำ Higher Low (ฐานสูงขึ้น) … เป็นสัญญาณว่า ราคามีโอกาสเปลี่ยนแนวโน้มจาก ขาลง เป็น ขาขึ้น


ภาพ Bullish divergence และ Bearish divergence แบบทั่วไป

แต่!! … ในบทความนี้เราจะพูดถึง Hidden divergence … เชื่อว่าต้องมีเทรดเดอร์หลายหลายไม่เคยได้ยินมาก่อน โดยหน้าตาจะตรงข้ามกับ Divergence ปกติทั่วไป แต่จะมีอยู่ 2 แบบเหมือนเดิมคือ

1. Hidden Bullish divergence : ราคาทำฐานสูงขึ้น (Higher Low) แต่ Indicator ทำฐานต่ำลง (Lower Low) … เป็นสัญญาณ BUY … ราคามีโอกาสที่จะขึ้นต่อ
2. Hidden Bearish divergence : ราคาทำยอดต่ำลง (Lower High) แต่ Indicator ทำยอดสูงขึ้น (Higher High) … เป็นสัญญาณ SELL … ราคามีโอกาสที่จะลงต่อ


Tip : การแยกความแตกต่างของ Divergence ปกติ กับ Hidden divergence คือ
– Divergence ปกติ จะเป็นการหาจุดกลับตัว (Reversal) แต่ Hidden divergence จะเป็นเพียงการหารอบการแกว่งตัว
– Divergence ปกติ มักจะเกิดช่วงปลายแนวโน้ม แต่ Hidden divergence จะเกิดระหว่างแนวโน้ม (กลางๆ เทรน)

เปรียบเทียบระหว่าง Bullish divergence ทั่วไป กับ Hidden bullish divergence

… พอแยกแยะกันออกแล้วใช้ไหมครับ มาดูตัวอย่างจริงกันบ้าง

กราฟข้างต้นเป็นตัวอย่างของการเกิด Hidden Bearish divergence จะสังเกตได้ว่าสัญญาณจะเกิดในช่วงกลางเทรน โดยเริ่มจาก … ราคา : ทำยอดต่ำลง และ Indicator (ในที่นี้ใช้ RSI) : ทำยอดสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเกิดสัญญาณ Hidden bearish divergence … จะเห็นได้ว่าหลังจากเกิดสัญญาณดังกล่าว ราคาก็ได้ปรับตัวลงต่อตามแนวโน้มเดิมของมัน

เรามาดูช่วงที่เราควรเข้าเทรดกันต่อเลยครับ

จากตัวอย่างเดิม ในจังหวะเข้า Trade คือช่วงที่ราคายืนยันสัญญาณ Hidden bearish divergence ตามวงกลมในกราฟ ซึ่งเราสามารถเปิด SELL หรือซื้อ Put option ในช่วงดังกล่าว เพื่อสร้างกำไรจากรูปแบบนี้ได้

าดูตัวอย่างจริงของ Hidden Bullish Divergence กันบ้างดีกว่า

ลักษณะคล้ายกัน ให้สังเกตช่วงที่ราคายกฐานสูงขึ้น แต่ Indicator (ในตัวอย่างใช้ RSI) กลับทำฐานต่ำลง แสดงถึงสัญญาณ Hidden Bullish Divergence เป็นสัญญาณว่าราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในอนาคต … ในช่วงที่เกิดสัญญาณ (วงกลม) เป็นจังหวะในการ BUY หรือซื้อ Call option เพื่อทำกำไร

เป็นอย่างไรก็บ้างล่ะครับ พอจะทราบถึงประสิทธิภาพของ Hidden กันไปแล้ว ลองเอาไปฝึกฝนกันดู รับรองว่า กลยุทธ์นี้จะสร้างกำไรให้กับเทรดเดอร์ได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

Divergence Strategy

Divergence เป็นกลยุทธ์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการหา “จุดกลับตัว” ของราคา เนื่องด้วยการเกิดสัญญาณที่ชัดเจน และแม่นยำ ทำให้เทรดเดอร์นิยมใช้เป็นหนึ่งในวิธีการเทรดเพื่อสร้างกำไรจากตลาด

มาทำความเข้าใจ Divergence กันก่อน

Divergence คือการไม่สอดคล้องของ ราคา กับ Indicator โดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 อย่างคือ

  1. Bearish divergence – ราคา กำลังขึ้น ทำ Higher High (ทำจุดสูงสุดสูงขึ้น) แต่ Indicator กับทำ Lower High (จุดสูงสุดต่ำลง) … เป็นสัญญาณว่า ราคามีโอกาสเปลี่ยนแนวโน้มจาก ขาขึ้น เป็น ขาลง
  2. Bullish divergence – ราคา กำลังลง ทำ Lower Low (ฐานต่ำลง) แต่ Indicator กับทำ Higher Low (ฐานสูงขึ้น) … เป็นสัญญาณว่า ราคามีโอกาสเปลี่ยนแนวโน้มจาก ขาลง เป็น ขาขึ้น

ภาพตัวอย่าง

Bearish divergence : ราคาขึ้นทำ Higher High แต่ Indicator ทำ Lower High จะเห็นได้ว่าไม่สอดคล้องกัน เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม จากนั้นราคาเกิดการกลับตัวเกิดขึ้น จากขาขึ้น กลายเป็น ขาลง

Bullish divergence : ราคาลงทำ Lower Low แต่ Indicator กลับทำ Higher Low โดย 2 อย่างนี้ไม่สอดคล้องกัน ซึ่งเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม จากนั้นราคาเกิดการกลับตัวเกิดขึ้น จากขาลง กลายเป็น ขาขึ้น

พอเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมครับว่า Divergence แต่ละประเภทหน้าตาเป็นอย่างไร โดยทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่าการเกิด Divergence สามารถเกิดกับ Indicator ที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้อง RSI เท่ากับ สามารถเกิดกับ Stochastic , MACD หรือ Indicator อื่นๆ อีกมากมาย แต่หลักการดูจะเป็นลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น

ตัวอย่าง Divergence ที่เกิดกับ MACD

จะเห็นได้ว่าลักษณะเช่นเดียวกับ Divergence ที่เกิดกับ RSI จากตัวอย่างก่อนหน้า โดยตัวอย่างเป็นการเกิด Bearish Divergence ราคาได้ขึ้นทำ Higher High แต่ Indicator อย่าง MACD กับทำ Lower High เกิดการสวนทางกันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม

โดยเราสามารถสร้างกลยุทธ์การเทรด Binary option จากสัญญาณ Divergence ได้จาก

  1. จังหวะเปิด Call : ราคาเกิดสัญญาณ Bullish divergence กับ Indicator
  2. จังหวะเปิด Put : ราคาเกิดสัญญษณ Bearish divergence กับ Indicator

ที่มาการเกิด Divergence

ในการเคลื่อนไหวของราคาแต่ละรอบนั้น จะสังเกตได้ว่า “ความแรง” ของการเคลื่อนไหวนั้นค่อนข้างแตกต่างกัน บางรอบแรง บางรอบเบา ซึ่งนั้นสามารถหมายถึงโอกาสการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม และเป็นที่มาของการเกิด Divergence นั่นเอง

Divergence เกิดจากความแรงการขึ้นหรือลงของราคา ของรอบนั้นเปลี่ยนแปลงไป จากตัวอย่างกราฟด้านล่าง เริ่มต้นด้วย “ลุกศรสีขาว” จากเห็นได้ว่า ราคาปรับตัวลงต่อเนื่อง และจากนั้นเกิดการฟื้นตัวกลับหน่อยนึง และลงต่อตาม “ลูกศรสีเหลือง” … สังเกตเห็นอะไรไหมครับ …. จากเห็นได้ว่าลูกศรสีขาว มีระยะทางมากกว่า ลูกศรสีเหลือง มันเหมือนกับว่า ความแรงในการลง นั้นถดถอยลงไป ทำให้ราคามีโอกาสจบรอบขาลง และมีโอกาสเปลี่ยนแนวโน้มกลายเป็นขาขึ้นแทน

ถ้าให้เห็นภาพก็เหมือน รถยนต์ ที่แต่เดิมวิ่งมาด้วยความเร็ว 80 km/h แต่พอระยะนึงวิ่งเหลือ 20 km/h ก็มีโอกาสที่รถคันนี้จะสามารถวกกลับได้ เพื่อวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามได้

ต้องบอกว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการสร้างกลยุทธ์การเทรดเท่านั้น การใช้ Divergence ยังสามารถประกอบกับเครื่องมืออื่นๆ อีกเช่น แนวรับ / แนวต้าน , Fibonacci , Bollingerbands , เส้นค่าเฉลี่ย เป็นต้น ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดให้สูงยิ่งขึ้น โดยในบทความการเทรดขั้นสูงของเราได้กล่าวถึงการนำเครื่องมือที่หลากหลายมารวบรวมสร้างเป็นกลยุทธ์ในการลงทุน สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเทรดเพื่อสร้างกำไรกันได้นะครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

Bollinger Bands – Outside the bands

กลยุทธ์นี้เชื่อว่าเหมาะสำหรับเทรดเดอร์ Binary Option แน่นอนครับ เนื่องจากเนื้อแท้ของกลยุทธ์นี้เป็นลักษณะเล่นสั้น (Scalping) อาศัยจังหวะเพียงช่วงไม่กี่นาที ก็สามารถทำกำไรได้แล้ว โดยเครื่องมือหลักที่ใช้คือ “Bollinger bands”

Bollinger bands ถูกพัฒนาโดยนาย John Bollinger ในการสร้างกลยุทธ์การเทรด ซึ่ง Bollinger bands จะประกอบด้วย 3 เส้น คือ

  1. Middle band : เส้นกลาง : เส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน
  2. Upper band : เส้นบน : เส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน + 2 S.D.
  3. Lower band : เส้นล่าง : เส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน – 2 S.D.

โดยที่ S.D. ย่อมาจาก Standard deviation หรือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในทางสถิติค่านี้จะเป็นตัววัดความผันผวนของข้อมูล (ราคา) นั่นเอง … (ถ้า band กว้าง ก็แสดงถึงความผันผวนมาก แต่ถ้า band แคบ ก็จะแสดงถึงความผันผวนในช่วงนั้นต่ำ)

ต้องบอกก่อนว่าเครื่องมือ Bollinger bands สามารถสร้างกลยุทธ์การเทรดได้หลากหลาย แต่ในที่นี้เราจะนำเสนอกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้เครื่องมือนี้ในการเทรดที่เรียกกันว่า “Outside the band”

Outside the band การเทรดลักษณะนี้จะหาจังหวะที่ราคา “หลุด” กรอบ Bollinger band ออกไป ไม่ว่าฝั่งใดก็ตาม จะหลุดกรอบด้านบน หรือหลุดกรอบด้านล่างก็ได้ แล้วคาดการณ์ว่าในอนาคต ราคาจะวกกลับเข้ามาในกรอบดังกล่าว

หลักทางทฤษฎี : 87% ของการเคลื่อนไหวของราคาอยู่ในกรอบ Bollinger band … แปลว่า อีก 13 % ที่เหลือเคลื่อนไหวนอกกรอบ

มักจะเกิดในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญต่อราคา เช่น ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ , ข่าว , Panic เป็นต้น โดยช่วงเหล่านี้มักเกิดความ “เพี้ยน” ของราคา ทำให้บางทีราคาดีดตัวขึ้น หรือปรับตัวลง มากเกินไป … แต่สุดท้าย ราคาจะกลับเข้ามาจุดสมดุลที่ควรจะเป็นในที่สุด

มาดูตัวอย่างการเทรดรูปแบบนี้กันครับ

กราฟตัวอย่างข้างต้นของค่าเงิน EURUSD ในภาพราย 5 นาที … ในวงกลม เป็นช่วงที่ราคาออกนอกกรอบบนของ Bollinger band … ซึ่งเป็นจังหวะในการ SELL หรือซื้อ PUT option ที่ดี เนื่องจาก ในอนาคตราคามีโอกาสวกตัวกลับเข้ามาในกรอบดังกล่าว

อีกตัวอย่างนึง แต่ในสถานะตรงกันข้าม คือ ราคาหลุดกรอบล่างของ Bollinger bands ลงมา (วงกลม) ซึ่งเป็นจังหวะการเข้าเก็งกำไรฝั่ง BUY หรือซื้อ Call option ที่ดี เนื่องจาก ในอนาคตราคามีโอกาสวกตัวกลับขึ้นเข้าสู่เข้าเดิมของมัน

ลองนำไปศึกษาและฝึกฝนใช้งานกันดูนะครับ เชื่อว่าถ้าชำนาญแล้ว กลยุทธ์จะสามารถสร้างกำไรได้ในตลาด Binary option ได้อย่างต่อเนื่องเลยทีเดียวครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

ADX – ความแข็งแกร่งของแนวโน้มและทิศทาง

น้อยเครื่องมือนักที่จะสามารถบ่งชี้ถึง ความแข็งแกร่งของแนวโน้ม (trend strength) และทิศทางของราคา (trend direction) ในเพียงตัวเดียว แต่เจ้า … ADX … นี้มีความสามารถนั้น ซึ่งสิงนี้ทำให้เป็นที่นิยมกับเหล่าเทรดเดอร์มืออาชีพเป็นจำนวนมาก

ADX หรือ Average Directional Index ถูกสร้างขึ้นโดย Welles Wilder (ค้นนี้ที่ค้นค้น Indicator ดังๆมากมายอย่าง Average True Range , Relative Strength Index (RSI) และ Parabolic SAR เป็นหนึ่งในตำนานนัก Technical เลยก็ว่าได้

ซึ่งเครื่องมือ ADX จะประกอบด้วย 3 เส้น คือ

  1. DI+ (Plus Directional Indicator)
  2. DI- (Minus Directional Indicator)
  3. ADX (Average Directional Index)

โดย DI+ และ DI- จะเอาไว้ดู “ทิศทาง” ของแนวโน้ม

  • ถ้า DI+ อยู่เหนือ DI- แสดงถึงทิศทาง ขาขึ้น (Bullish)
  • ถ้า DI- อยู่เหนือ DI+ แสดงถึงทิศทาง ขาลง (Bearish)

ส่วน ADX นั้นจะเอาไว้แสดงถึง “ความแข็งแกร่งของแนวโน้ม” ว่าความเป็นแนวโน้มนั้นมีมากแค่ไหน

… ขอเสริมให้เข้าใจตรงกันว่า “ความแข็งแกร่งของแนวโน้ม” นั้นคือ ความเป็นแนวโน้มของราคา … คือปกติแนวโน้มมีอยู่ 2 ประเภท คือ Trend (ขึ้น หรือ ลง ก็ได้) และ Sideway … ว่าง่ายๆ เจ้า ADX เนี่ยแหละ จะช่วยดูว่าทิศทางของราคาในช่วงที่การเทรดเป็นลักษณะใด

  • ถ้า ADX > 20 แสดงถึงความเป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่ง
  • ถ้า ADX < 20 แสดงถึงความไม่เป็นแนวโน้ม (ไร้ทิศทาง หรือ Sideway นั่นเอง)

ซึ่งเวลาเทรดจริง เราสามารถ 2 ความสามารถนี้ มาช่วยในการวิเคราะห์ในการเทรดว่าเราควรเข้าเทรดในช่วงใดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด … มาดูตัวอย่างการเทรดโดยใช้ ADX กันครับ

ตัวอย่างการเทรดโดยใช้ ADX (BUY)

กราฟตัวอย่างข้างต้นเป็นกราฟของ EURUSD ในภาพราย 5 นาที ช่วงที่เกิดการ Breakout ของราคา (ลูกศรสีดำ) เราสามารถพิจารณาว่าการ Brekaout ครั้งนี้เป็นจริงหรือไม่ และควรจะ Buy ตามหรือซื้อ Call option หรือเปล่า … เมื่อใช้เครื่องมือ ADX ช่วยในการเทรดก็จะสามารถมั่นใจได้ว่า การ Breakout ครั้งนี้มีโอกาสไปต่อเนื่อง 1. ADX > 20 แสดงถึง ความเป็นแนวโน้ม และ 2. DI+ ที่อยู่เหนือ DI- แสดงถึง ทิศทางของแนวโน้มที่มีลักษณะ Bullish (ขาขึ้น) ซึ่งเป็นจังหวะการ BUY หรือซื้อ Call Option ในการเก็งกำไรครั้งนี้ที่ดี

ส่วนฝั่ง Sell หรือ Put ก็ลักษณะคล้ายกัน … แต่ !!! อย่าลืม แม้จะเป็นฝั่ง Short ค่า ADX ก็ควร > 20 เหมือนกัน เพราะแสดงถึงความเป็นแนวโน้ม , แต่จะแตกต่างตรงที่ค่า DI- ควรมากกว่า DI+ ถึงจะหนุนภาพให้ Sell ตาม

ตัวอย่างการเทรดโดยใช้ ADX (SELL)

ตัวอย่างกราฟ EURUSD ภาพราย 5 นาที ราคาเกิดการฟอร์มตัวรูปแบบสามเหลี่ยม (Ascending Triangle) และเกิดการ Breakout ลงมา ซึ่่งเราสามารถใช้เครื่องมือ ADX ยืนยันว่าการ Breakout ครั้งนี้มีนัยสำคัญ คือ 1. ADX > 20 แสดงถึง ความเป็นแนวโน้ม และ 2. DI- > DI+ แสดงถึงทิศทางขาลง (Bearish) ซึ่งหนุนการ SELL หรือ Put option ใน Binary Option นั่นเองครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

4 Twins : Non-Indicator Binary Strategy

นี่เป็นกลยุทธ์ที่ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือ Technical ที่ซับซ้อนในการเทรด อาศัยเพียงการดูกราฟเปล่าๆ ในการตัดสินใจ โดยเป็นกลยุทธ์ที่เหล่ามือเทรดเดอร์มืออาชีพบางกลุ่มใช้กันในการเทรด เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่สามารถใช้ได้กับหลากหลายผลิตภัณฑ์ ไม่เพียงแต่ Binary option เท่านั้น ยังสามารถใช้กับ Forex , Stock , Index , Commodity และอื่นๆ ได้เช่นเดียวกัน

แต่อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ถูกคิดค้นมาเพื่อการเล่นสั้น จึงเหมาะสมกับการเทรด Binary option เป็นอย่างเพียง โดยปกติที่แนะนำคือ Binary option ที่มีสัญญาอายุตั้งแต่ 60 วินาที จนถึง 5 นาที

การเลือกเทรด Option : Binary option ที่มีสัญญาอายุตั้งแต่ 60 วินาที จนถึง 5 นาที

ขนาด Position ที่เปิด : แนะนำอยู่ที่ 7% ของเงินลงทุนทั้งหมด (สามารถยืดหยุ่นได้ตามความเสี่ยงของเทรดเดอร์แต่ละคน)

หลักในการเทรดของกลยุทธ์นี้คือจะใช้ความสอดคล้องของทุก 4 Timeframe ที่ชี้ไปในทางเดียวกัน และเลือกเทรดในทิศทางนั้นๆ เช่น ทุก Timeframe บ่งชี้ว่าไปในทางบวก เราก็อาศัยจังหวะนั้นเปิด Long call option เพื่อเก็งกำไรว่าราคามีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้น

ปกติเราแนะนำ Timeframe ที่ใช้จะอยู่ที่

  1. 5-minutes chart
  2. 15-minutes chart
  3. 30-minutes chart
  4. 1-hours

โดยที่ภาพราย 5 นาที จะแสดงถึง การเคลื่อนไหวของราคาในขณะนั้น , ภาพราย 15 แสดงถึง การเคลื่อนไหวรอบสั้น , ภาพราย 30 นาที แสดงถึงการเคลื่อนไหวระยะกลาง และ ภายราย 1 ชั่วโมง แสดงถึงการเคลื่อนไหวของแนวโน้มหลัก

โดยสัญญาณ Buy/Sell จะเกิดขึ้นเมื่อ แท่งเทียนแท่งสุดท้ายของทุก Timeframe เกิดสีที่เหมือนกัน (เขียว หรือ แดง) เช่น

  • สัญญาณ “ซื้อ” เกิดขึ้นเมื่อ แท่งเทียนสุดท้ายของทุก Timeframe เป็น “สีเขียว”
  • สัญญาณ “ขาย” เกิดขึ้นเมื่อ แท่งเทียนสุดท้ายของทุก Timeframe เป็น “สีแดง”

ข้อควรระมัดระวังในการเทรดกลยุทธ์นี้คือ ทุก Timeframe … ต้อง! มีสีเหมือนกันหมด … หากมีเพียง 1 timeframe ที่สีแตกต่าง ก็ให้ข้ามการเทรดนั้นไป

มาดูตัวอย่างการเทรดกลยุทธ์ 4 Twins ใน Binary Option กันครับ

ตัวอย่างกราฟ EURUSD

เริ่มต้นจากภาพราย 5 นาที แท่งเทียนสุดท้ายเป็น … สีเขียว

จากนั้นมาดูต่อที่ภาพราย 15 นาที ซึ่งเป็น … สีเขียว เช่นเดียวกัน

ต่อมาภาพราย 30 นาที … สีเขียว เช่นเดียวกัน

และสุดท้ายภาพราย 1 ชั่วโมง แสดงถึง … สีเขียว

ทั้ง 4 Timeframe นี้ เกิดแท่งเทียน “สีเขียว” ในช่วงเวลาเดียวกัน ในทุก Timeframe ซึ่งตามกลยุทธ์นี้ เป็นจังหวะที่จะเปิด Long หรือ ซื้อ Call Option (*โดยปกติ Timeframe ที่จะใช้เปิดสถานะ คือ Timeframe ที่สั้นที่สุด ในที่นี้คือภาพราย 5 นาที)

ส่วนในฝั่ง Sell หรือ Put ก็ลักษณะคล้ายกับตัวอย่างข้างต้นเปลี่ยนจาก สีเขียว เป็น สีแดง แค่นั้นเองครับ ก็สามารถสร้างกำไรได้แล้ว

จะเห็นได้ว่าทุกๆ ภาพทั้งระยะสั้น , กลาง , ยาว บ่งชี้ไปในทางเดียวกัน ทำให้โอกาสการชนะในการเทรดของเรามีค่อนข้างสูงอย่างมาก … เทรดเดอร์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโดยสามารถปรับเปลี่ยนขนาด Timeframe ได้ เช่นอาจเป็น 1 นาที , 2 นาที , 5 นาที และ 15 นาที สำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบเทรดสั้นๆ เป็นต้น ลองนำกลยุทธ์ในฝึกซ้อมในการเทรดดูครับ รับรองว่าทุกท่านจะสามารถสร้างกำไรจากตลาดแห่งนี้ได้อย่างยั่งยืนครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

หาข้อได้เปรียบในการเทรด

ใครเคยเล่นการพนันแล้วรวยมั้งครับ ??? ส่วนตัวเชื่อว่า 99% แทบจะไม่มีเลย เคยคิดประเด็นนี้กันไหมว่า การพนันที่บอกว่า 50/50 เวลาเล่นมันขึ้นอยู่กับ “ดวง” เท่านั้น … ต้องบอกเลยว่า ไม่จริงครับ เห็นอย่างคาสิโนไหมละครับ เปิดใหญ่หรูหราอลังการ เวลาเล่นก็มีน้ำฟรี ที่พักฟรี รถรับส่งฟรี ซึ่งบริการเราเต็มที่ เพราะเข้าทราบอยู่แล้วว่าคนที่มาเล่นสุดท้ายต้องเสียเงินให้เค้า … มันไม่ได้ 50:50 … มันมี “ข้อได้เปรียบนึง” ของคาสิโนที่เป็นตัวตัดสินแพ้ชนะในเกมส์การพนันเลยคือ “ค่าต๋ง” นั่นเอง

อย่างเช่นการพนันโยนเหรียญหัวก้อย ถ้าทายถูกได้ 100 บาท ถ้าทายผิดเสีย 100 บาท โดยที่โอกาสการเกิดหัวและก้อยเท่ากับ 50:50 แต่! หากบอกว่า ในการเล่นแต่ละตา ผู้เล่นจะต้องเสียเงินจำนวน 1 บาท ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้จะถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็น ถ้าทายถูกได้ 99 บาท ถ้าทายผิดเสีย 101 บาท ซึ่งเห็นไหมละครับว่ามันไม่ใช่ 50:50 แล้ว และยิ่งถ้าเกมส์นี้ถูกเล่นไปเรื่อยๆ เป็นร้อยเป็นพันตา สุดท้ายผู้เล่นยังไงก็ต้องผ่ายแพ้ต่อเจ้ามือ ซึ่งส่วนเหลือมล้ำอยู่นิดหน่อยนี้ทำให้เจ้ามือการพนันยังสามารถสร้างกำไรได้ในทุกวันนี้

แต่ !!! ไม่ได้บอกว่า ผู้เล่น จะแพ้เสมอไปนะครับ … มันยังมีข้อได้เปรียบของผู้เล่นอยู่ ซึ่งน้อยคนหนักที่จะรู้ … อย่างได้กลยุทธ์การพนันที่เรียกว่า Martingale ที่สามารถสร้างกำไรให้กับนักพนันได้เช่นเดียวกัน ก้าวข้ามค่าต๋งของเจ้ามือไปได้ หรือ อย่างการนับไพ่ของเกมส์ Blackjack ที่ผู้เล่นสามารถก้าวข้ามเหนือกว่าเจ้ามือได้ … หรือกลยุทธ์อื่นๆ ที่นักพนันเอาชนะได้ นั่นทำให้มีชื่อเรียกของคนเหล่านี้ว่า “เซียนพนัน”

ในการเทรด Binary Option ก็เช่นเดียวกัน … ยังมีข้อได้เปรียบของผู้เล่นมากมาย โดยบางคนมีกลยุทธ์การเทรดที่สามารถสร้างกำไรได้ต่อเนื่อง หลังจากหักค่าเนียมของ Broker แล้วก็ตาม ซึ่งหน้าที่ของเทรดเดอร์ทุกคนเลยต้องหา “ข้อได้เปรียบ” ในการเทรดให้เจอ ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ใดก็แล้วแต่ หรือไม่ว่าจะได้หลักการบริการความเสี่ยงอะไรก็ตาม ขอแค่สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นถูกต้อง และสร้างกำไรได้ ก็สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพการเทรดได้ครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

เพิ่มโอกาสการชนะด้วยการเทรดตามแนวโน้ม

ถ้าให้ดูกราฟข้างต้น แล้วถามว่า คุณจะอยากเทรดฝั่งไหนมากกว่ากัน ? ระหว่าง BUY หรือ SELL … ??? เชื่อว่าคำตอบทุกคนเมื่อเห็นภาพดังกล่าวแล้วจะตอบไปในทางเดียวกันว่า SELL … ก็เพราะว่าจากภาพข้างต้น (กราฟ EURUSD ในภาพราย 5 นาที) แนวโน้มของราคาเป็นขาลง ราคาปรับตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ถ้าเรา SELL ก็จะสามารถกำไรได้มากกว่า ส่วนถ้าเทรดเดอร์คนไหน BUY ก็จะขาดทุนอย่างหนักเลย

ซึ่งการเทรดตามแนวโน้มนั้นสำคัญมากในการเทรด Binary Option เนื่องจาก ถ้าเราอยู่ฝั่งเดียวกับแนวโน้มนั้น โอกาสการชนะของในการเทรดของเราก็จะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าเราเทรดฝั่งตรงข้ามกับแนวโน้ม โอกาสการชนะของเราก็จะน้อยมากเช่นเดียวกัน

แนวโน้มขาขึ้น – ควรอยู่ฝั่งซื้อ (CALL)

แนวโน้มขาลง – ควรอยู่ฝั่งขาย (PUT)

เรามาดูวิธีการจำแนกแนวโน้ม เพื่อที่จะดูว่าช่วงที่เรากำลังเทรดเนี่ย ราคากำลังอยู่ในแนวโน้มอะไร ซึ่งปกติจะมีวิธีการจำแนกด้วยกัน 3 แบบ หลักๆ คือ

  1. High/Low
  2. Trend line
  3. เส้นค่าเฉลี่ย

High/Low

ตามหลักของ Dow Theory ในการแบ่งแยกแนวโน้ม คือ

  • แนวโน้มขาขึ้น : ราคาสร้าง Higher High (จุดยอดสูงขึ้น) และสร้าง Higher Low (ฐานสูงขึ้น)
  • แนวโน้มขาลง : ราคาสร้าง Lower High (จุดยอดต่ำลง) และสร้าง Lower Low (ฐานต่ำลง)

ตัวอย่างแนวโน้ม “ขาขึ้น” ตามหลัก Dow Theory

จะเห็นได้ว่าในช่วงที่เป็นแนวโน้มขาขึ้นนั้น ราคาสร้างจุดยอดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง (ลูกศรสีน้ำเงิน) และยกฐานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน (ลูกศรสีเขียว)

ตัวอย่างแนวโน้ม “ขาลง” ตามหลัก Dow Theory

ในช่วงที่เป็นแนวโน้มขาลงนั้น ราคาสร้างจุดยอดใหม่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง (ลูกศรสีแดง) และทำฐานที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน (ลูกศรสีม่วง)

Trend line

เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ Basic ที่ทรงประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน โดยเราสามารถใช้การตีเส้น Trend line ในการแบ่งแยกแนวโน้มได้เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปเส้น Trend line จะมี 2 ลักษณะ คือ

  • Uptrend line : ถ้าราคาเคลื่อนไหวเหนือเส้น Uptrend line (หรือเส้นเฉียงขึ้น ตีจากบริเวณ Low) จะแสดงถึงแนวโน้มของขาขึ้น
  • Downtrend line : ถ้าราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้น Downtrend line (หรือเฉียงลง ตีจากบริเวณ High) จะแสดงถึงแนวโน้มของขาลง

ตัวอย่างการใช้เส้น Uptrend line  

จากกราฟข้างต้น ในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวเหนือเส้น Uptrend line (เส้นสีน้ำเงิน) ก็จะแสดงถึงภาวะแนวโน้มของราคาที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และเมื่อราคาหลุดเส้นดังกล่าว (วงกลมสีแดง) ก็เป็นสัญญาณถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม

 ตัวอย่างการใช้เส้น Downtrend line

ในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้น Downtrend line (เส้นสีส้ม) ก็แสดงถึงภาวะของแนวโน้มที่อยู่ในช่วงขาลง และเมื่อราคาทะลุเส้นดังกล่าวขึ้นมาได้ (วงกลมสีแดง) ก็เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มของราคา

เส้นค่าเฉลี่ย

เป็นวิธีการง่ายมาก แต่ทรงประสิทธิภาพมากเช่นเดียวกัน โดยเพียงแค่สังเกตว่าราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าหรือสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ย ก็สามารถแยกแยกแนวโน้มได้แล้ว

  • ถ้าราคาเคลื่อนไหวเหนือกว่าเส้นค่าเฉลี่ย แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น
  • ถ้าราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย แสดงถึงแนวโน้มขาลง

ตัวอย่างการใช้เส้นค่าเฉลี่ย

ตัวอย่างกราฟ EURUSD ในภาพราย 5 นาที โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ย Period = 200 เป็นตัวกำหนดแนวโน้ม ในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยนั้นแสดงถึงแนวโน้มขาลง (วงกลมสีแดง) ส่วนช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยนั้นแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น (วงกลมสีเขียว)

เห็นไหมล่ะครับว่า ถ้าเราเปิดฝั่งเทรดให้ถูกต้องตามแนวโน้มของราคาในขณะนั้น ก็จะทำให้โอกาสการชนะของเรามีมากยิ่งขึ้น ลองเลือกเครื่องมือที่เราชอบและคิดว่าเหมาะสมกับเรา และนำไปฝึกฝนให้ชำนาญ รับรองว่าทุกท่านที่มีความตั้งใจ จะสามารถทำกำไรจากตลาดแห่งนี้ได้อย่างยั่งยืนครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

5 รูปแบบแท่งเทียน ในการเทรด Binary Option

Candlestick pattern ในหนึ่งในแขนงของสาย Technical Analysis โดยต้องบอกว่ารูปแบบแท่งเทียนนั้นมีมากมายหลายรูปแบบ (ทั้งในตำราและนอกตำรา รวมแล้วกว่า 100 รูปแบบ) … ซึ่งบางรูปแบบเป็นลักษณะ Reversal บางลักษณะเป็น Continuation บางรูปแบบเป็นลักษณะเล่นสั้น ๆ บางรูปแบบ เล่นรอบใหญ่ บางรูปแบบประกอบด้วย 1 -3 แท่งเทียน บางรูปแบบประกอบด้วยถึง 6 แท่ง … ซึ่งวิธีการเทรดของแต่ละรูปแบบก็จะแตกต่างออกไป … โดยเราจะมาพูดถึงรูปแบบแท่งเทียนที่เหมาะสมกับการเทรด Binary Option เพื่อนำมาเทรดให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

  1. Piercing Line / Dark Cloud Cover

ประกอบด้วย 2 แท่งเทียน เป็นสัญญาณในการกลับตัวของแท่งเทียน

Piercing Line : เป็นรูปแบบการกลับตัว จากขาลง สู่ ขาขึ้น โดยแท่งเทียนแท่งแรกเป็นลักษณะ สีแดง (ปิดต่ำกว่าเปิด) และแท่งเท่ียนถัดมาเป็นลักษณะ สีเขียว ที่ราคาเปิดต่ำลงมา แต่สุดท้ายราคาสามารถขึ้นมาปิดเหนือกว่า 50% ของแท่งแรก(สีแดง) ได้ และยืนยันรูปแบบกลับตัวโดยแท่งเทียนถัดมาราคาได้ปรับตัวขึ้นต่อ

Dark Cloud Cover : ตรงกันข้ามกับ Piercing Line … เป็นสัญญาณการกลับตัว จากขาขึ้น สู่ ขาลง โดยแท่งเทียนแท่งแรกเป็นลักษณะ สีเขียว และแท่งเทียนถัดมามีลักษณะสีแดง แต่ราคาเปิดจะสูงกว่าแท่งแรก แต่สุดท้ายกลับลงมาปิดต่ำกว่าบริเวณ 50% ของแท่งเทียน และยืนยันรูปแบบด้วยแท่งเทียนมามาที่ปรับตัวลง

  1. Three White Soldiers / Three Black Crows

ประกอบด้วย 3 แท่งเทียน

Three White Soldiers : เป็นลักษณะแท่งเทียนสีเขียว 3 แท่งเรียงขึ้นติดต่อกัน แสดงถึงโมเมนมันการขึ้นที่แข็งแกร่ง ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ

Three Black Crows : เป็นลักษณะแท่งเทียนสีแดง 3 แท่งเรียงปรับตัวลงติดต่อกัน แสดงถึงโมเมนมันการลงที่แข็งแกร่ง ราคามีโอกาสปรับตัวลงต่อ

  1. Bullish Engulfing / Bearish Engulfing

ประกอบด้วย 2 แท่งเทียน

Bullish Engulfing : รูปแบบแท่งเทียนกลับตัว จาก ลง เป็น ขึ้น โดยประกอบด้วย 2 แท่งเทียน แท่งแรกมีลักษณะแท่งเทียนสีแดง ที่มีขนาดเล็ก แสดงถึง แรงขายที่อ่อนลง และตามด้วยแท่งเทียถัดมาที่มีลักษณะสีเขียว ขนาดใหญ่ ปกคลุมแท่งแรกทั้งหมด แสดงถึง แรงซื้อที่กลับมาแข็งแกร่ง … มีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในอนาคต

Bearish Engulfing : รูปแบบแท่งเทียนกลับตัว จาก ขึ้น เป็น ลง โดยประกอบด้วย 2 แท่งเทียน แท่งแรกมีลักษณะแท่งเทียนสีเขียว ที่มีขนาดเล็ก แสดงถึง แรงซื้อที่อ่อนลง และตามด้วยแท่งเทียถัดมาที่มีลักษณะสีแดง ขนาดใหญ่ ปกคลุมแท่งแรกทั้งหมด แสดงถึง แรงขายที่กลับมารุนแรง … มีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวลงในอนาคต

  1. Bullish Harami / Bearish Harami

ประกอบด้วย 2 แท่งเทียน

Bullish Harami : แท่งแรกมีลักษณะสีแดงขนาดใหญ่ แท่งถัดมามีลักษณะสีเขียวขนาดเล็กทั้งตัวเทียนของแท่งที่ 2 จะถูกปกคลุมด้วยแท่งเทียน (ลักษณะคล้ายคนตั้งท้อง)

Bearish Harami : แท่งแรกมีลักษณะสีเขียวขนาดใหญ่ แท่งถัดมามีลักษณะสีแดงขนาดเล็กทั้งตัวเทียนของแท่งที่ 2 จะถูกปกคลุมด้วยแท่งเทียน

(ถ้าฝั่งยุโรปจะเรียกรูปแบบนี้ว่า Inside bar)

  1. Morning Star / Evening star

ประกอบด้วย 3 แท่งเทียน

Morning Star : แท่งเทียนจะมีลักษณะสีแดง แท่งเทียนสองจะเป็นแท่งเทียนขนาดเล็ก (สีอะไรก็ได้) อยู่ที่บริเวณ Low ของแท่งแรก และแท่งที่สามจะมีลักษณะสีเขียว ที่ปรับตัวขึ้นมาปิดใกล้เคียงกับแท่งที่หนึ่ง

Evening star : แท่งเทียนจะมีลักษณะสีเขียส แท่งเทียนสองจะเป็นแท่งเทียนขนาดเล็ก (สีอะไรก็ได้) อยู่ที่บริเวณ High ของแท่งแรก และแท่งที่สามจะมีลักษณะสีแดง ที่ปรับตัวลงมาปิดใกล้เคียงกับแท่งที่หนึ่ง

ซึ่งรูปแบบเหล่านี้เป็นรูปแบบที่เทรดเดอร์หลายคนนิยมใช้เทรดกันใน Binary option ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการเทรด เทรดเดอร์ยังสามารถนำรูปแบบเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้คู่กับ Indicators หรือเครื่องมือต่างๆใน Technical analysis เพื่อเพิ่มโอกาสการชนะสูงขึ้น เช่น สร้าง Set up การเทรดโดยใช้ RSI (Overbought/Oversold) คู่กับรูปแบบแท่งเท่ียน Morning star / Evening star เป็นต้น ก็ยิ่งทวีประสิทธิในการเทรดยิ่งขึ้นไปอีกด้วยครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th