สูตรไบนารี่ ออฟชั่น เทรดยังไงให้ทะลุล้าน

เชื่อว่าการเทรด ไบนารี่ ออฟชั่น เป็นการสร้างเงินแบบใหม่ๆ สำหรับทุกคน ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นเรื่องที่น่าจับจ้องเป็นอย่างมาก เพราะไบนารี่ ออฟชั่น สามารถสร้างเงินให้คุณได้อย่างมหาศาลทะลุเป็นล้านๆ บาท แต่กว่าจะถึงจุดนั้นได้คุณต้องฝึกฝนตัวเอง และมีสูตรเฉพาะตัว วันนี้เรามีสูตรไบนารี่ ออฟชั่น เทรดยังไงให้ทะลุล้าน มาบอกแบบไม่หมกเม็ดให้ทุกคนรวยไปด้วยกันค่ะ

  1. เริ่มจากสมัครเทรดไบนารี่ ออฟชั่น ของโบรกไหนก็ได้ที่คุณได้ศึกษาแล้วว่าปลอดภัย และน่าเชื่อถือ โดยส่วนตัวชอบเทรดของ IQ OPTION เพราะน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และมีชื่อเสียงใรวงการนักเทรดออฟชั่น
  2. “ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่ลงทุน” คำนี้น่าใช้ได้ เพราะหากคุณมีเงินลงทุนสักนิดหนึ่งควรไปลองสมัครเป็นแบบ VIP เพื่อที่คุณจะได้รับสิทธิพิเศษมากมายต่างๆ นาๆ แน่นอนว่าคุณจะเข้าใกล้เงินมหาศาลในอีกไม่ช้า อีกทั้งการสมัครเป็น VIP คุณจะไม่ต้องกังวลในเรื่องของการถอนเงิน เพราะหากคุณถอนเงิน เงินจะเข้าบัญชีของคุณไม่เกินภายใน 1 วันแน่นอน
  3. เลือกการเทรดที่เข้ากับตัวเอง สูตรไบนารี่ ออฟชั่น เทรดยังไงให้ทะลุล้าน ไม่สามารถบอกวิธีการเทรดที่ตายตัวได้ เพราะความถนัดของแต่ละคนแตกต่างกัน อีกอย่างหากลองทำแบบก็อปปี้เทรด คุณอาจจะกดซื้อ ขาย ได้ไม่ทันเวลาไม่ช้าไป ก็เร็วไป ซึ่งหากพลาดแม้แต่วินาทีเดียว นั้นหมายถึงเงินของคุณเอง ฉะนั้นคุณต้องรู้ตัวเองว่าถนัดเครื่องมือช่วยเทรดเครื่องมือไหน เวลาการเทรด และต้องดูว่าขตัวเองถนัดเทรดสินค้าไหน หรือสกุลเงินอะไร
  4. ห้ามเทรดจนเป็นหนี้ คืออย่าแม้แต่คิดว่าจะไปกู้หนี้ยืมสินใครมาเพื่อมาเทรด ให้คิดซะว่าตอนนี้ยังไม่ใช่โอกาสของเรา เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงทั้งนั้น ก่อนทำอะไรต้องรอบคอบ
  5. อย่าถือไม้เยอะ เพราะจะทำให้ดูยาก และต้องดูสัญญาณชัวร์ๆ ก่อนค่อยเทรด อย่าให้ความโลภมาครอบงำเด็ดขาด จากได้อยากกลายเป็นเสีย
  6. จดบันทึกทุกครั้ง ไม่ว่าจะได้หรือเสียต้องระบุในบันทึกให้ชัดเจน เพราะคุณได้ย้อนอ่านและเตือนตัวเอง

ไม่ใช่เรื่องยากที่คุณจะสร้างรายได้ทะลุล้านในการเทรดไบนารี่ ออฟชั่น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันกัน ฉะนั้นคุณควรทำตามสูตรไบนารี่ ออฟชั่นอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ไปถึงฝันได้เร็วที่สุด

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

สูตร binary option

ในการเทรด binary option สูตร binary option มีความสำคัญในการเทรดเป็นอย่างมาก เพราะการเทรดไม่ใช่การพนันที่คุณจะหวังพึ่งดวงได้ แต่เทคนิคในการเทรดต่างหากที่จะพาคุณไปสู่กำไรที่งดงามอย่างยั่งยืน หลายคนแจกำลังงงว่าสูตรที่เราได้กล่าวถึงคืออะไร สามารถช่วยให้คุณเทรดได้กำไรจริงหรือไม่

สูตร binary option ที่สามารถกำไรอย่างยั่งยืน

  1. เริ่มจากศึกษาและทำความเข้าใจระบบเทรดก่อน เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะนำเงินทุนไปฝากแล้วลองเทรดแบบซุ่มๆโดยที่ไม่รู้เลยว่าเทรดที่คืออะไร
  2. วิเคราะห์เงินทุน เงินทุนที่คุณจะนำมาเทรดต้องเป็นเงินที่คุณสามารถนำมาใช้ได้ไม่กระทบเงินส่วนๆอื่นๆ เพราะการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงอยู่แล้ว
  3. เลือกโบรกที่น่าเชื่อถือ การเลือกโบรกมีส่วนช่วยให้คุณสามารถเทรดแล้วทำกำไรได้ เพราะแต่ละโบรกย่อมมีเงื่อนไขต่างกัน การศึกษาข้อดีข้อเสียของแต่ละโบรกจะดีที่สุด
  4. เทรดคู่สินทรัพย์ที่ถนัด เน้นว่าต้องเลือกคู่ที่ถนัดและเทรดเป็นประจำ อย่าเทรดหลายคู่เพราะจะทำให้คุณไม่ทราบทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์
  5. ใช้เครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์ทิศทาง เครื่องมือต่างๆในพอร์ตการลงทุนจะช่วยให้คุณคำนวณทิศทางการขึ้นลงสินทรัพย์ได้แม่นยำขึ้น แต่อย่าใช้เยอะเกินไปเพราะจะทำให้คุณสับสนได้
  6. จดบันทึกข้อผิดพลาดในการเทรดแต่ละครั้ง จะช่วยให้คุณรู้ถึงข้อผิดพลาดและแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นได้ทันทวงที

สูตรbinary option ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การเทรดของคุณแม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยงในการเทรด แต่ยังช่วยให้คุณเรียนรู้ข้อผิดพลาดในการเทรดแต่ละครั้ง และนำข้อมูลนั้นมาปรับปรุงแก้ไขแผนการลงทุนให้รอบครอบมากขึ้น หากคุณทำตามสูตรที่เราได้แนะนำไป เชื่อได้เลยว่าตอ่จากนี้การเทรด binary option ให้ได้กำไรก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

เพิ่มตัวช่วย Binary Option

คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย แต่ถ้ามีเครื่องมือก็สบาย เพราะการเทรด Binary Option มีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเทรดได้ง่ายและมีการตัดสินใจที่ดีมากขึ้น มีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

  1. กำหนดเทรนด์บนกราฟ

เป็นการดูทิศทางกราฟว่ากราฟนั้นขาขึ้น หรือลง แต่แนะนำเลยว่าสัญญาณเหมาะกับการเทรดควรเป็นกราฟขาขึ้น

  1. ใช้ MA เพื่อหาจุดเข้า

โดยมีชื่อเต็มว่า Moving Average การใช้ก็คือกำหนด SMA และ EMA = 20 วัน หลักการใช้เครื่องมือนี้ก็แค่หากมีกันตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยก็เหมาะแก่การซื้อ แต่ก็ต้องดูเครื่องมืออื่น ๆ ประกอบด้วย เพราะการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยนทุกครั้งก็ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะแก่การซื้อขายเสมอไป

  1. ใช้ RSI เพื่อหาแนวโน้ม

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าเครื่องมือ RSI เป็นเครื่องมือที่เอาไว้วิเคราะห์แนวโน้ม หลักการใช้คือให้ตั้ง RSI เป็น 80/20 แล้วดูกราฟ RSI ว่าถ้าหากกราฟวิ่งขึ้นไปถึง 80 ก็มีแนวโน้มที่จะลงมาก (เพราะเมื่อมีแรงซื้อเยอะเกินไป ก็ต้องมีการเทขาย) หรือถ้าหากกราฟ RSI วิ่งลงไปถึง 20 ก็มีแนวโน้มที่จะขึ้น (เพราะเมื่อมีการขายเยอะเกินไป ก็ต้องมีการแห่ซื้อตามมา)

  1. ใช้ Pinbar ช่วยในการตัดสินใจ

เครื่องมือนี้จะเป็นสัญญาณที่ช่วยบอกว่าเหมาะกับการซื้อขายไหม เพียงสังเกตที่กราฟหากเห็นสติ้กเกอร์เด้งขึ้นมาบริเวณเส้นกราฟเป็นหน้ายิ้ม สีเขียว นั้นคือเหมาะแก่การซื้อขาย

บอกเลยว่าถ้าคุณลองใช้เครื่องมือทั้ง 4 ที่เราแนะนำไป การเทรด Binary Option ของคุณจะง่ายกว่าการปลอกกล้วยเข้าปากเสียอีก

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

option เทรด

การเทรดในตลาด Forex เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนทางการเงิน ที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับจนสามารถขยายตัวได้รวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น นั้นเป็นเพราะว่า binary option มี option เทรดที่หลากหลายและเข้าใจง่าย ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการเทรดจนสามารถทำกำไรได้ง่ายๆ

Option เทรดสำหรับการเทรด binary option มีให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการเทรดค่าเงิน การเทรดค่าทองคำ และสินทรัพย์อื่นๆอีกมากมาย ด้วยทางเลือกที่หลากหลายจึงทำให้การลงทุนในสินทรัพย์เปิดกว้างและน่าตื่นเต้นมากขึ้น จึงเป็นที่ดึงดูดใจให้นักเทรดทั่วโลกทั้งใหม่และเก่าหันมาให้ความสนใจร่วมเทรดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงเท่านี้การเทรด binary option ยังมีเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนคำนวณการลงทุนได้อย่างแม่นยำ ยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรมากขึ้นอีกด้วย

Option เทรดที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักลงทุนได้อย่างดีเยี่ยม แต่นักลงทุนต้องท่องไว้เสมอว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง การคำนวณความเสี่ยง ผลกำไร ขาดทุนให้เหมาะกับเงินลงทุนจะเป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณทำกำไรในตลาด Forex ได้อย่างถาวร เพราะในตลาดแห่งนี้ความรู้ การฝึกฝนนั้นมีประโยชน์มากกว่าการเสี่ยงโชคแบบการพนัน

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

option คือ ?

ถ้าพูดถึงการลงทุน แน่นอนว่าคุณจำเป็นต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วน เพราะการลงทุนมักมีกำไร และขาดทุนที่มาคู่กัน ดังนั้นการลงทุนเป็นเรื่องที่เสียงพอสมควร ยิ่งถ้าเป็นการลงทุนแบบใหม่คุณยิ่งต้องศึกษาให้ดี อาทิเช่น การลงทุน Option ที่เพิ่งเป็นที่นิยมเมื่อ 3 – 5 ปี ที่ผ่านมา เชื่อว่ามีหลายคนที่ยังไม่รู้จัก ฉะนั้นคุณลองไปทำความรู้จักการลงทุน Option คืออะไร

Option คือ การให้สิทธิจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ โดยใช้สินทรัพย์ที่อ้างอิงจากอนาคตด้วยราคาที่ได้ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว และจะมีวัน เวลาเข้ามาเป็นตัวกำหนดด้วย ในการรับสิทธินี้ ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินให้กับผู้ขายเสียก่อนเพื่อที่จะแลกกับการได้รับสิทธินั้นที่ได้ตกลงกันไว้

ซึ่งพอมารวมกันในชื่อที่เรารู้จัก “Binary Option” จะมีความหมาย การเปิดปิด หรือการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินให้กับผู้ขายตามจำนวนที่ได้ตกลงไว้ เพื่อรอการแลกเปลี่ยนเป็นค่าเงิน หรือทอง โดยมีการกำหนดระยะเวลาที่ ซึ่งใน 2 – 3 ปี ที่ผ่านมานักลงทุนต่างให้ความสำคัญเป็นจำนวนมาก และคาดว่าในอนาคตจะมีนักทุนหน้าใหม่ๆ เข้ามาร่วมลงทุนกันอย่างล้นหลาม

นอกจากจะมีนักลงทุนเพิ่มขึ้น โบรกเกอร์ที่พร้อมให้คุณไปลงทุนก็เพิ่มขึ้น ฉะนั้นหากคุณสนใจลงทุน แนะนำให้เลือกโบรกที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และปลอดโปร่งในด้านการเงิน

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

option trade คืออะไร

 

binary option คือ การลงทุนรูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีระบบที่เข้าใจง่าย มีสินทรัพย์ที่หลากหลาย มีเงินลงทุนที่ต่ำแต่มีผลตอบแทนที่สูง สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มศึกษาการเทรด binary option อาจจะไม่เข้าใจเท่าไหร่เกี่ยวกับการลงทุน การศึกษา option trade จึงเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้ผู้เทรดสามารถเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

option trade คือ อะไร

option trade คือ วิธีการเทรดเพื่อทำกำไรในตลาด ไม่ว่าจะเป็นค่าเงิน ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่สามารถทำได้ง่ายๆเพียงปลายนิ้วผ่านคำสั่ง Put (เพิ่ม) และ call (ลด) ซึ่งสามารถทำกำไรให้คุณสูงสุดได้หากทิศทางในการซื้อขายสินทรัพย์เป็นไปตามระยะเวลาที่คุณเลือกเทรดเอาไว้ เช่น 30 วินาที 60 วินาที 1นาที เป็นต้น

การเทรด option trade ให้สร้างผลกำไรสูงสุดมักเกิดมาจากการฝึกฝน การหาข้อมูล การทดลองเทรด การตัดสินใจที่พร้อมของผู้เทรดเป็นหลัก การมีความพร้อมทั้งด้านจิตใจ อารมณ์ ย่อมมีผลโดยตรงในการเทรด ดังนั้นหากผู้เทรดควรทำการเทรดเมื่อพร้อมจะดีที่สุด

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

Binary คืออะไร

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วสำหรับนักลงทุนในตลาด Forex ว่าการเทรด Binary option เป็นการเทรดที่ทำกำไรจากการขึ้นลงของราคาสินทรัพย์ ผ่านคำสั่ง Call และ Put ภายใต้ระยะเวลาต่างๆ เช่น 30 วินาที 60 วินาที 1 นาที ซึ่งนักเทรดสามารถเลือกระยะเวลา เงินทุนได้เอง ซึ่งในการซื้อขายผ่านคำสั่งแค่สองคำสั่งที่ดูง่ายๆอาจทำให้นักเทรดหลายคนสงสัยว่าทำไมการเทรดลักษณะนี้ถึงถูกเรียกว่า Binary option

Binary คืออะไร

สรุปแบบง่ายเลย binary คือ เลขฐานสอง (bi=2) หรือ Binary number System จะประกอบด้วยเลขเพียงสองตัวคือ 0 และ 1 ซึ่งเลขฐานสองนั้นถูกนำมาใช้ในทางคอมพิวเตอร์ นั้นเป็นเพราะว่าเลข 0 กับเลข 1 สามารถแทนสถานการณ์ 2 อย่าง จริงและไม่จริง ถูกและผิด มีและไม่มี ได้และไม่ได้ ปิดและเปิด รวมไปถึง ต่ำและสูงที่เป็นคำสั่งซื้อในการเทรด binary optionที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อนำมารวมกับคำว่า Option ที่หมายความว่า ที่แปลว่า ตราสารสิทธิ์ในการซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงในอนาคต เมื่อนำมารวมกันจะได้การซื้อขาย Binary option ที่ซื้อขายตราสารสิทธิ์โดยอ้างอิงจากราคาสินทรัพย์ในอนาคตด้วยคำสั่งเพียงสองคำสั่ง คือ ซื้อและขายเท่านั้น

การเทรด binary option เป็นการลงทุนทางการเงินที่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆแต่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง การวางแผนการเทรดมีส่วนช่วยอย่างมากในการควบคุมความเสี่ยง ดังนั้นผู้เทรดต้องมีการวางแผน มีความพร้อมก่อนการเทรดทุกครั้ง

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

binary option ระบบเทรด

การเทรดในตลาด Forex หลักการสำคัญ ๆ ในการเทรดคือ การสินทรัพย์ที่ตนเองถนัดเพื่อให้นักเทรดสามารถรู้ทิศทางการขึ้นลงของราคาสินทรัพย์ แต่คุณอยากเทรดให้มีความแม่นยำมากขึ้นคุณต้องไม่ลืมที่จะการศึกษา binary option ระบบเทรด เพราะเครื่องมือในระบบเทรดเกือบทุกตัวสามารถช่วยให้คุณสร้างกำไรได้เพียงคุณใช้งานให้เป็นเท่านั้นเอง

Binary option ระบบเทรด ประกอบไปด้วยเครื่องมือที่ช่วยในการคำนวณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาดเส้นแนวโน้ม การหาแนวรับแนวต้าน การหาราคาเฉลี่ย การคำนวณหาช่วงปิดทำกำไร การหาระยะเข้าซื้อ เป็นต้น เครื่องมือต่างๆที่ มีใน binary option ระบบเทรด จะช่วยให้การเทรดของคุณมีความเป็นไปได้ที่จะทำกำไรได้สูงกว่าการเทรดแบบปกติ ซึ่งคุณสามารถนำมาใช้ในการคำนวณการซื้อขายได้แบบฟรี ๆ

การใช้เครื่องมือในต่าง ๆ ใน binary option ระบบเทรด เป็นตัวช่วยที่นักลงทุนที่ดีควรศึกษาให้ละเอียดและนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเทรดของตัวเอง เพราะการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงการลดความเสี่ยงให้น้อยลงได้มากเท่าใดก็หมายความว่าคุณมีโอกาสในการทำกำไรได้มากเท่านั้น

 

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

Bollinger Bands with Binary Option

Bollinger bands เป็น Indicator ที่เกิดจากสูตรทางคณิตศาสตร์ สำหรับใช้วิเคราะห์ราคาที่บ่งบอกความต่อเนื่องและการเคลื่อนที่ของราคา ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นจาก Mr. John Bollinger โดยที่ Bollinger Bands มีลักษณะเป็นกรอบการเคลื่อนไหวของเส้น สองเส้น คือ เส้นบน (Upper Band) เส้นล่าง (Lower Band) ใช้เพื่อวัดความผันผวน โดยที่ กรอบของ Bollinger bands  นั้นจะเป็นเส้น Moving Average (MA) และหลักการคำนวณค่าความผันผวนจะคำนวณตามส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน (Standard Deviation) ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อความผันพวนเพิ่มขึ้นและลดลง กรอบนั้นจะกว้างแคบขึ้นอยู่กับความผันผวน เมื่อมีความผันผวนสูงกรอบจะกว้างและเมื่อผันผวนต่ำกรอบจะแคบ ด้วยความยืดหยุ่นนี้ทำให้มันสามารถใช้กับกราฟหุ้นหรือหลักทรัพย์ตัวอื่นๆ Bollinger Bands สามารถบอกรูปแบบการกลับตัว ไม่ว่าจะเป็น M Top หรือ W Bottoms อีกทั้งยังสามารถใช้ในการวิเคราะห์หาจุดที่คาดว่าจะใช้เป็นแนวรับ (Support) แนวต้าน (Resistance) ของราคาหุ้น โดยที่องค์ประกอบของ Bollinger Bands จะใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ Moving Average (MA) จะใช้ 20 วัน และค่า 2 S.D. ของเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าว ที่เป็นกรอบบนและกรอบล่างของราคา

หลักการใช้งาน

หลักๆ Bollinger ใช้บอกถึงความผันผวนของราคา เมื่อใดที่ราคามีความผันผวนสูง จะเห็นช่วงระหว่างกรอบ Upper Band และ Lower Band จะกว้างมาก แต่เมื่อใดที่ราคามีความผันผวนต่ำ จะเห็นช่วงระหว่างหว่าง กรอบ Upper Band และ Lower Band จะแคบมาก

นอกจากบอกความผันผวนของราคาแล้ว Bollinger bands ยังสามารถใช้บอกแนวรับ (Support) แนวต้าน (Resistance) ของราคาได้ เมื่อใดที่ราคาขึ้นมาชนขอบ Upper Band อาจจะใช้เป็นจุดบอกสัญญาณขาย (Sell Signal) แต่เมื่อใดที่ราคาลงไปทดสอบ Lower Band อาจจะใช้เป็นสัญญาณซื้อ (Buy Signal)

อีกทั้ง เส้นกลาง Middle Band ยังสามารถบอกถึงแนวโน้ม (Trend) ของราคาหุ้นได้อีกด้วย เมื่อราคาหุ้นขึ้นไปยืนเหนือ Middle Band จะบอกได้ว่า ราคาหุ้นยังคงเป็นขาขึ้น (Uptrend) และ เมื่อใดที่ราคาหุ้นร่วงหลุดเส้น Middle Band ลงมา จะบอกได้ว่า ราคาหุ้นเริ่มกลับเป็นขาลงแล้ว (Downtrend)

กลยุทธ์

Upper Test Strategy: ตามหลักแล้วเมื่อราคา ขึ้นมาทดสอบเส้นกรอบบน (Upper band) ราคามักจะเกิดการย่อตัวลงมาบ้าง นักลงทุนอาจจะใช้เป็นบริเวณดักเปิดสถานะ Put สวนกลับ เพื่อเก็งว่าแนวโน้มถัดจากนี้ ราคาจะย่อตัวลง แต่อย่างไรก็ตาม การที่ราคาขึ้นมาทดสอบกรอบบน (Upper band) ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะย่อตัวลงเสมอไป เพราะหากราคาวิ่งทะลุกรอบ Upper band ขึ้นไปนั้น แสดงให้เห็นว่าอยู่ในสภาวะ กระทิงที่แข็งแกร่ง (Strong Bullish) นักลงทุนที่มี Style แบบ Momentum ใช้สัญญาณนี้เป็นตัว Confirm ในการเปิดสถานะ Call ไล่ตามขึ้นไปเพื่อทำกำไร

Lower Test Strategy: ตามหลักแล้วเมื่อราคา ลงมาทดสอบเส้นกรอบล่าง (Lower band) ราคามักจะเกิดการฟื้นตัวลงมาบ้าง นักลงทุนอาจจะใช้เป็นบริเวณดักเปิดสถานะ Call สวนกลับ เพื่อเก็งว่าแนวโน้มถัดจากนี้ ราคาจะฟื้นตัวขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การที่ราคาลงมาทดสอบกรอบล่าง (Lower band) ก็ไม่ได้หมายความว่าราคาจะฟื้นตัวลงเสมอไป เพราะหากราคาร่วงทะลุกรอบ Lower band ลงไปนั้น แสดงให้เห็นว่าอยู่ในสภาวะ หมีที่แข็งแกร่ง (Strong Bearish) นักลงทุนที่มี Style แบบ Momentum ใช้สัญญาณนี้เป็นตัว Confirm ในการเปิดสถานะ Put ไล่ตามลงไปเพื่อทำกำไร

Middle Test Strategy: เป็นอีกหลักการใช้งานพื้นฐาน ที่อาศัยเส้น Middle Band ในการหาจังหวะซื้อขาย ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาลงมาทดสอบเส้น Middle Band แล้วไม่หลุดลงไป นักลงทุนอาจจะเปิดสถานะ Call ดักไว้ เพื่อเก็งการฟื้นตัวของราคาถัดจากนี้ หากราคาหลุดลงไปก็อาจจะเปิดสถานะ Put ตามลงไปได้ หรือ เมื่อราคาขึ้นมาทดสอบเส้น Middle Band แล้วไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ นักลงทุนอาจจะเปิดสถานะ Put ดักไว้ เพื่อเก็งการย่อตัวของราคาถัดจากนี้ หากราคาทะลุขึ้นไปก็อาจจะเปิดสถานะ Call ตามขึ้นไปได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะได้ผลดีที่สุด เมื่อราคาหุ้นมีเทรนชัดๆ

Volatility Check Strategy: เป็นวิธีการนำเอา Bollinger Bands มาประยุกต์ปรับใช้เพื่อหาความผันผวนของราคา และคาดเดาว่าราคาจะเป็นอย่างไรต่อไปถัดจากนี้ ด้วยการที่สูตรคำนวน Bollinger ประกอบด้วยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน STD (Standard Deviation) ซึ่งค่านี้ใช้สำหรับเปรียบเทียบว่าค่าต่างๆ ในชุดข้อมูลกระจายตัวออกไปมากน้อยเท่าใด เหตุผลนี้เอง ได้ทำให้เส้น Upper Band และ lower Band สามารถบอกค่าความผันผวนราคาได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อทั้งสองเส้นนี้ บีบเข้ามาหากันมากๆ มักจะมาจากการเคลื่อนไหวของราคานิ่งๆ ไม่หวือหวา ทำให้ค่าความผันผวนลดต่ำลง (Low Volatility) และนักลงทุนอาจจะใช้ช่วงเวลานี้รอจังหวะเลือกเปิดสถานะ แต่ต้องดูระดับราคาประกอบด้วยก่อนจะเปิดสถานะใดๆ ดังเช่น เมื่อราคาขึ้นไปสูงมากแล้ว ประกอบกับช่วงนั้นราคาหุ้นเคลื่อนไหวนิ่งๆ เส้น Upper กับ Lower บีบเข้าหากันมากๆ นักลงทุนอาจจะเลือกเปิดสถานะ Put เพราะเก็งว่า ถัดจากนี้ราคาน่าจะมีการพักตัว หรือ เมื่อราคาร่วงลงไปมากๆ ประกอบกับช่วงนั้นราคาหุ้นเคลื่อนไหวนิ่งๆ เส้น Upper กับ lower บีบเข้าหากันมากๆ นักลงทุน อาจจะเลือกเปิดสถานะ Call ดักไว้ เพราะเก็งว่า ถัดจากนี้ราคาน่าจะมีการฟื้นตัว

ข้อจำกัดการใช้งาน Bollinger Bands  กับ Binary Option

ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ใดๆ จากที่กล่าวมา ทุกกลยุทธ์มีข้อจำกัดด้วยกันทิ้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

Upper Test Strategy: ระวังบริเวณกรอบแนวต้านให้ดีๆ ว่าจะไม่สามารถผ่านไปได้จริงๆ จึงค่อยเปิดสถานะ Put

Lower Test Strategy: ระวังบริเวณกรอบแนวรับให้ดีๆ ว่าจะไม่สามารถร่วงไปได้จริงๆ จึงค่อยเปิดสถานะ Call

Middle Test Strategy: ใช้ได้เฉพาะเวลาที่มีเทรนชัดๆ

Volatility Check Strategy: ด้วยการที่ กลยุทธ์นี้ บอกได้เพียงความผันผวน ไม่ได้การันตีว่า ราคา ณ บริเวณนั้นจะเกิดการกลับตัว หรือ ทะยานขึ้นไปได้ต่อ

ตัวอย่างการใช้งงาน Bollinger Bands (กลยุทธ Lower Test Strategy)

EUR/NZD ในภาพราย 1 นาที

จังหวะการเปิด Call เกิดขึ้นเมื่อราคาลงมาแตะกรอบล่างของ Bollinger bands มีโอกาสที่ราคาจะดีดตัวกลับขึ้นจากบริเวณดังกล่าว

ทั้งนี้ Bollinger Band เป็นอีก Indicator ตัวหนึ่งที่ช่วยให้นักลงทุน สามารถจับจังหวะทิศทางการลงทุนได้จาก กรอบ Upper Band และ Lower Band หรือเส้น Middle Band ที่สามารถนำเอากรอบเส้นแนวรับ-แนวต้านนั้น ใช้เป็นจุดเปิดสถานะ ซึ่งจากการใช้งานกับ Binary Option ก็ถือว่าดีระดับหนึ่ง แม้ในบางครั้งการเปิดสถานะในแต่ล่ะครั้ง ตามกลยุทธจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ ในสภาวะราคาที่มีความผันผวน ด้วยปัจจัยความไวของ Binary Option

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

วิธีการตีเส้น แนวรับ แนวต้าน

เชื่อว่าเทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้จักแนวรับ แนวต้านกันอยู่ แต่น้อยคนหนักที่จะลากเส้น หรือตีเส้นแนวรับแนวต้านได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง โดยเทรดเดอร์บางท่าน สักแต่ว่าลากไปมั่วๆ ไม่มีหลักการที่ชัดเจน สิ่งนี้อาจทำให้การเทรดของเราไร้ประสิทธิภาพได้ ซึ่งถ้าเราสามารถหาแนวรับ แนวต้านได้อย่างถูกต้องแล้ว มันจะทำให้การเทรดของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมาก

ในบทความนี้เราจะมาช่วยเกลาให้เทรดเดอร์หาเส้นแนวรับ แนวต้าน อย่างมีหลักการ และสามารถนำไปใช้ในจริงในการเทรด

แนวรับ : รับไม่ให้ราคาหลุด

แนวต้าน : ต้านไม่ให้ราคาผ่าน

แนวรับแนวต้านนี้มักการเป็นจุดของการแกว่งตัวของรอบราคา (Swing point) โดย ถ้าราคากำลังขึ้นอยู่ แล้วไปเจอแนวต้าน ทำให้การขึ้นของราคานั้นหยุด และกลับกลายเป็นการปรับตัวลง , ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคากำลังลงอยู่ แล้วลงไปเจอแนวรับ ทำให้การลงของราคานั้นหยุด และกลับกลางเป็นการขึ้นแทน

แนวรับ

แนวต้าน

ปัญหา ! … ที่เทรดเดอร์หลายคนเจอบ่อยคือ

  1. ราคากลับตัวก่อนถึง
  2. เกิด Failbreakout หรือ เกิด Spike (ไส้เทียน) ที่บริเวณแนวรับแนวต้าน

มาดูเหตุการณ์ของปัญหาที่เทรดเดอร์หลายคนมักเผชิญ

ปัญหา … ราคากลับตัวก่อนถึง

ตัวอย่างกราฟข้างต้น เป็นเหตุการณ์ที่เทรดเดอร์หลายคนมักตีเส้นแนวต้าน ที่บริเวณ High ก่อนหน้าของรอบการแกว่งตัว (ตามสีแดง) โดยมองเส้นดังกล่าวเป็นแนวต้าน … และเมื่อราคาดีดตัวขึ้นมาใกล้ระดับดังกล่าว เทรดเดอร์มักจะรอเทรดที่ระดับดังกล่าว (รอ SELL หรือซื้อ PUT option) … แต่จะเห็นได้ว่า ราคาเกิดการกลับตัวก่อนที่จะระดับแนวต้านดังกล่าว … ทำให้เหตุการณ์นี้เทรดเดอร์พลาดโอกาสในการเทรดไป

ปัญหา … เกิด Failbreakout หรือ เกิด Spike

อีกปัญหานึงที่ส่งผลร้ายกว่าอย่างแรก คือการเกิด Failbreakout ซึ่งบ่อยครั้งที่เทรดเดอร์ตีแนวรับหรือแนวต้าน แล้วราคาเกิดการทะลุเกิดขึ้น แต่การทะลุนั้นเป็นการ “ทะลุหลอก” เช่น ทะลุแนวต้านขึ้นมาเพียงไม่กี่แท่ง สุดท้ายก็ปรับตัวลง เป็นต้น ซึ่งคล้ายกับตัวอย่างกราฟข้างต้น … ปกติเทรดเดอร์จะลากเส้นแนวรับจากจุด Low ของรอบการแกว่งตัวของราคา (ตามเส้นสีเขียว) เอาไว้เป็นแนวรับ เพื่อที่จะใช้เป็นจังหวะในการเข้า BUY หรือซื้อ Call option ซึ่งพอเข้า BUY จริงๆ ราคาเกิดทะลุหลอก ลงมาให้เรา STOP หรือกลับฝั่งเป็นซื้อ Put option แทน แต่สุดท้ายก็กลับขึ้นมาอีก … ทำให้การเทรดของเราขาดทุนทันที … ซึ่งเหมือนกับตัวอย่างข้างต้น ในจุดที่ 1 เป็นการทะลุกลอกลงมาเพียงชั่วขณะ สุดท้ายราคาขึ้นกลับขึ้นไป และเหตุการณ์คล้ายๆ กัน แต่ลักษณะต่างกันนิดหน่อยคือจุดที่ 2 และ 3 เป็นจังหวะ Spike ของราคา

วิธีการแก้ไขปัญหา

อย่างแรก คือ ใช้การตีแนวรับแนวต้านเป็น Zone หรือ บริเวณจะดีกว่า (ไม่ควรใช้เป็น Level หรือระดับเป๊ะๆ) เพราะในเหตุการณ์จริง มักเกิดการเหลื่อมล้ำของราคาบ้างเล็กน้อย ซึ่งเราไม่ควรดูเป็นจุดเป๊ะๆ ให้ดูเป็นบริเวณแทนจะดีกว่า มันจะช่วยให้สัญญาณหลอกน้อยลง และปัญหาการกลับตัวก่อนถึงก็น้อยลงเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างการตีแนวรับแนวต้านแบบ Zone : 1

ตัวอย่างการตีแนวรับแนวต้านแบบ Zone : 2

ส่วนปัญหาเรื่องแท่งเทียนลักษณะ Spike นั้นให้อย่าไปพิจารณาหางของแท่งเทียน เพราะในช่วงนั้นไม่ค่อยมีนัยสำคัญ เป็นช่วงที่ราคาเกิดการ Matching การน้อย และ Volume น้อยเช่นเดียวกัน ทำให้ไส้ทียาวๆ มักไม่ค่อยมีความสำคัญ ให้พิจารณาระดับราคาปิดจะค่อนข้างมีนัยสำคัญมากกว่า … ควรรอให้แท่งเทียนจบแท่งก่อน แล้วจึงพิจารณาในการเทรดถัดไป

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการตีแนวรับแนวต้านแบบ Zone จะเหมาะสมมากกว่าในการตีแบบธรรมดา โดยต้องบอกก่อนว่าเราสามารถนำเครื่องมือหรือ Indicator อื่นๆ มาประกรอบในการเทรดกับแนวรับแนวต้านได้เช่นเดียวกัน เช่น RSI คู่กับ แนวรับแนวต้าน เป็นต้น ซึ่งมันจะช่วยให้การเทรดเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้เราสร้างกำไรได้อย่างมาก … ลองดูหลักการนี้ไปใช้กันดูนะครับ … ในบทความหน้าเราจะนำเสนอกลยุทธ์ในการผสมผสานระหว่าง Indicator และ แนวรับแนวต้าน ในการเทรดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Winrate และผลตอบแทนที่สูงขึ้น

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th