Trendline Pullback

เทรดเดอร์สาย Price action น่าจะชอบกลยุทธ์นี้ เนื่องจากเป็นการดูกราฟเปล่าๆ คู่กับ Trend line เท่านั้น ก็สามารถหาจังหวะในการซื้อขายได้แล้ว โดยจะคล้ายกับหลักการของ Dow Theory ที่ว่า แนวโน้มนั้นแบ่งออกเป็น 3 แนวโน้ม ได้แก่ ย่อย , กลาง และ ใหญ่ ซึ่งถ้าเราจะได้แนวโน้มใหญ่เป็นตัวกำหนดสถานะ BUY/SELL และใช้แนวโน้มกลางในการกำหนดช่วงเวลาในการเข้าเปิดสถานะ

เริ่มต้นจากการหาแนวโน้มใหญ่ว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง เพื่อกำหนดสถานะว่าเราจะอยู่ฝั่ง BUY/SELL โดยใช้เส้น Trend line ในการช่วงดูว่าเราควรอยู่ฝั่งใด

แนวโน้มขาขึ้น อยู่ฝั่ง BUY

จากตัวอย่างข้างต้นนี้ เป็นการแสดงถึงแนวโน้มหลักที่เป็นขาขึ้น ราคาเคลื่อนไหวเหนือเส้น Uptrend line ดังนั้นในการกำหนดสถานะก็ควรเล่นฝั่ง BUY เป็นหลัก (ไม่สวน SELL)

หลังจากนั้นพอทราบถึงฝั่งของสถานะว่าเราจะเล่นหน้า BUY หรือ SELL แล้วนั้น เราก็มาหาจังหวะการเข้าเทรด ด้วยการใช้การลากเส้น Trend line เหมือนเดิม แต่จะลากในแนวโน้มย่อยลงมา

จากกราฟข้างต้น เส้น Trend line สีเขียว เป็นจังหวะที่ราคา Pullback ย่อยๆ ลงมา (สวนทิศทางกับแนวโน้มหลัก) ซึ่งในการเข้าเทรด ให้รอจนกว่าราคาจะทะลุเส้นดังกล่าวขึ้นมา และค่อยเปิดสถานะตาม … ดังเช่นในวงกลมสีดำ ที่เป็นจังหวะในการ BUY หรือใน Binary Option นั้นก็เป็นจังหวะในการซื้อ Call option นั่นเอง

มาดูตัวอย่างการเล่นหน้า SELL กันบ้าง

ลักษณะเดียวกัน คือเริ่มจากหาแนวโน้มหลักให้ได้ก่อนว่าเป็นแนวโน้มอะไร โดยกราฟข้างต้นนั้นเป็นการแสดงถึงแนวโน้มขาลง โดยการลากเส้น Downtrend line ในภาพใหญ่ เพื่อกำหนดสถานะว่าเราควรอยู่ฝั่งใด ในที่นี้ราคาเคลื่อนไหวใต้เส้น Downtrend line ก็ให้เล่นแต่หน้า SELL (หรือ Put option) ต่อมา ในการหาจังหวะเข้าเทรดคือ การลากเส้น Trend line ในภาพย่อย (เส้นสีชมพูด : จังหวะ Pullback ของราคา) รอเมื่อราคาทะลุเส้นแนวโน้มย่อยดังกล่าว ค่อย SELL ตาม (วงกลมสีดำ)

และเมื่อราคากลับมาเคลื่อนไหวเหนือเส้น Downtrend line ในภาพใหญ่ (สีเหลี่ยม่สีเขียว) ให้พักตัวการหน้า SELL เพราะแนวโน้มหลักได้เปลี่ยนไปแล้ว ให้รอการหาทิศทางของแนวโน้มใหญ่ใหม่ให้ได้ก่อน ค่อยกลับเข้าไปเทรด

Tip : ในการลากเส้นแนวโน้มที่ดี ควรลากให้ผ่านจุด High หรือ Low อย่างน้อย 3 จุด เพื่อแสดงถึงการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญต่อเส้นแนวโน้มนั้นๆ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

Stochastic in Binary Option

ถ้าถามว่า Indicator ไหนเหมาะสำหรับการเทรด Binary Option มากที่สุด … คงต้องตอบว่า Stochastic นี่แหละครับ ก็เพราะว่า Stochastic แต่เดิมที่นัก Technical ใช้เทรดทั่วไปแล้ว มักจะได้ในการเทรดสั้นๆ ซึ่งเหมาะสมการเทรด Binary Option อย่างมาก เพราะ Binary Option นั้นปกติส่วนมากจะดู Timeframe ย่อยๆ เป็นหลักอยู่แล้ว อยู่ราวๆ 1 –  15 นาที แค่นั้นเอง … ทำให้เมื่อนำ Stochastic ประกอบการเทรด ก็จะทำให้การเทรดของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ก่อนอื่นมาทวนความรู้เกี่ยวกับเจ้าเครื่องมือนี้กันก่อน …

Stochastic ประกอบด้วยเส้น 2 เส้น คือ

  1. %K
  2. %D

โดย 2 เส้นนี้จะแกว่งในช่วง 0 – 100 เท่านั้น

>80 = Overbought , ซื้อมากเกินไป

<20 = Oversold , ขายมากเกินไป

เส้น %K มาจาก

%K = 100[(C – L14close)/(H14 – L14)]

C = ราคาปิดวันล่าสุด

L14 = ราคาต่ำสุดของช่วง 14 วันล่าสุด

H14 = ราคาสูงสุดของช่วง 14 วันล่าสุด

ส่วนเส้น %D มาจาก

ค่าเฉลี่ยของเส้น %K (ปกติจะอยู่ที่ 3 วัน)

การตีความ Stochastic

ปกติเส้น %K จะวิ่งนำเส้น %D อยู่แล้ว ให้สังเกตในช่วงที่เส้น %K ปรับตัวเข้าสู่ระดับ 20 หรือ 80 เพราะช่วงต่ำกว่า 20 จะแสดงถึงภาวะ Oversold และช่วงที่เหนือกว่า 80 จะแสดงถึงภาวะ Overbought ซึ่งเมื่อราคาเข้าสู่ภาวะ Overbought/Oversold มักจะมีการกลับตัวของราคาเกิดขึ้นในบริเวณนั้น โดยจะยืนยันการกลับตัวเมื่อเส้น %K ตัดเส้น %D (Crossover) ขึ้นหรือลง แล้วแต่ทิศทางในช่วงนั้น

มาดูตัวอย่างกันครับ

จากราฟข้างต้น … ในช่วงที่ Stochastic อยู่ในโซน Overbought มักจะเป็นช่วง High ของราคา และมักจะเกิดการอ่อนตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นจังหวะที่เราจะสามารถเปิด Put option  (Sell) ได้เพื่อเก็งกำไรว่ามันจะลงในอนาคต

ในทางตรงกันข้าม ช่วงที่ Stochastic อยู่ในโซน Oversold มักจะเป็นช่วง Low ของราคา และมักจะเกิดการดีดกลับขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นจังหวะที่เราจะสามารถเปิด Call option (Buy) เพื่อเก็งกำไรว่าราคาจะปรับตัวขึ้นในอนาคต

สร้างกลยุทธ์

แต่อย่างไรก็ดีการใช้ Stochastic โดยลำพังนั้น อาจเกิดสัญญาณ “หลอก” ได้บ่อยครั้ง ทำให้เราอาจหาเครื่องมืออื่นเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิในการใช้งาน ในบทความนี้เราจะนำเสนอการใช้ “แนวโน้ม” พิจารณาประกอบกับ Stochastic เพื่อจับจังหวะการเทรด

เงื่อนไข BUY

  1. แนวโน้มเป็นขาขึ้น
  2. Stochastic อยู่ภาวะ Oversold

เงื่อนไข SELL

  1. แนวโน้มเป็นขาลง
  2. Stochastic อยู่ภาวะ Overbought

มาดูตัวอย่างจริงกันครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างจังหวะการ SELL ของการใช้ Stochastic

  1. เงื่อนไขแรกคือแนวโน้มหลักเป็นขาลง สังเกตจากการทำ Lower Low และ Lower High ของราคา (ยอดต่ำลง , ฐานต่ำลง) … ตามลูกศรสีแดง
  2. ในช่วงที่ %K เข้าสู่ภาวะ Overbought เป็นจังหวะเตือนว่าราคามีโอกาสที่จะปรับตัวลงในอนาคต … รอสัญญาณยืนยันโดย %K ตัด %D ลงมา … ตามลูกศรสีขาว

เราสามารถประยุกต์เจ้าเครื่องมือได้หลากหลาย ทั้งการปรับค่า ปกติทั่วไปมักจะ Set อยู่ที่ 14 วัน อาจใช้ 10,20 ขึ้นอยู่กับความถนัด และสามารถใช้กับเครื่องมืออื่นๆ เช่น ค่าเฉลี่ย , MACD , Bollinger bands , Fibonacci เป็นต้น ก็จะทำให้เราสามารถสร้างกลยุทธ์การลงทุนทีหลากหลายเพิ่มมากขึ้น เพ่ิิ่มโอกาสและผลตอบแทนในการลงทุนด้วยเช่

 

ทีมงาน  : binaryoption.in.th

RSI Trading with Binary Option

RSI (Relative Strength Index) เป็นอีกหนึ่ง Indicator เครื่องมือที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยการที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ซึ่งตัว RSI ช่วยให้นักลงทุนเห็นความแข็งแกร่ง หรือ อ่อนแอของราคา และคาดการณ์แนวโน้มราคา ที่จะเกิดขึ้นถัดจากนี้ได้ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตัว RSI นี้คือการนำข้อมูลราคามาคำนวณ โดยจะคำนวณจากการเปลี่ยนแปลงของราคา (ราคาที่สูงที่สุด ในรอบ 14 วันย้อนหลัง มาเฉลี่ย และ ราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 14 วันย้อนหลัง มาเฉลี่ย) โดย Indicator ตัวนี้จะบอกถึง Momentum ของราคา ซึ่งกรอบการเคลื่อนไหวของ RSI จะอยู่ในระหว่าง 0 – 100

สำหรับพื้นฐาน วิธีการสังเกตุ และ การใช้งาน มีดังนี้

หากค่า RSI มีค่ามากกว่า 70 ขึ้นไป แปลว่า เกิดสภาวะซื้อมากเกินไป (Over Bought) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ในภายภาคหน้า มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงมา แต่ก็ไม่ได้หมายว่า เมื่อเวลาค่า RSI ขึ้นมาแตะระดับ 70 และราคาจะย่อตัวทุกครั้งไป จนต้องรีบปิดสถาะ Call หรือ เปิดสถานะ Put สวนกลับ เพราะในบางครั้ง การที่ RSI ขึ้นมาแตะระดับ 70 หมายความว่า ราคาอยู่ในสภาวะกระทิงดุ (Bullish) และมีแนวโน้มที่ราคาจะทะยานขึ้นไปต่อได้อีก ซึ่งนี้ก็ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนนักลงทุน ให้ตระหนักถึง ราคาอาจจะมีการย่อตัว ที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

หากค่า RSI มีค่าต่ำกว่า 30 ลงไป แปลว่า เกิดสภาวะขายมากเกินไป (Over Sold) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ในภายภาคหน้า มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวฟื้นขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเวลาค่า RSI ลงมาแตะระดับ 30 และราคาจะเกิดการฟื้นตัวทุกครั้งไป จนต้องรีบปิดสถาะ Put หรือ เปิดสถานะ Call สวนกลับ เพราะในบางครั้ง การที่ RSI ลงมาแตะระดับ 30 หมายความว่าราคาอยู่ในสภาวะหมีดุ (Bearish) และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงไปต่อได้อีก ซึ่งนี้ก็ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนนักลงทุน ให้ตระหนักถึง ราคาอาจจะมีการฟื้นตัว ที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

กลยุทธ์การลงทุน (Trading Strategy)

Bearish Divergence Strategy: เมื่อราคาขึ้นไปพุ่งทะยานขึ้นไปเรื่อยๆ จนทำให้ RSI แตะระดับ 70> (Over Bought) และหลังจากนั้นเริ่มเห็นการอ่อนตัวของ RSI ลงมาต่ำกว่า 70 ซึ่งแสดงให้เห็นความขัดแย้งระหว่างราคา กับ RSI ในที่นี้จะเรียกว่าสัญญาณ “Bearish Divergence” และเมื่อเป็นเช่นนี้ นักลงทุนควรจะพึงระวัง เปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนจาก Call มาเป็น Put เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการกลับตัวของราคา ที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

Bullish Divergence Strategy: เมื่อราคาร่วงลงไปเรื่อยๆ จนทำให้ RSI แตะระดับ <30 (Over Sold) และหลังจากนั้นเริ่มเห็นการฟื้นตัวของ RSI ขึ้นมาสูงกว่า 30 ซึ่งแสดงให้เห็นความขัดแย้งระหว่างราคา กับ RSI ในที่นี้จะเรียกว่าสัญญาณ “Bullish Divergence” และเมื่อเป็นเช่นนี้ นักลงทุนควรจะพึงระวัง เปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนจาก Put มาเป็น Call เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการกลับตัวของราคา ที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

Over bought and Over sold Strategy: กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่สุดของการนำเอา Indicator ตระกูล Oscillator มาปรับใช้ในการวิเคราะห์จังหวะลงทุนใน Binary Option โดยการใช้สัญญาณ Over Bougth และ Over Sold เป็นตัวกำหนดจุดซื้อขาย เช่นตัวอย่าง นักลงทุนใช้งาน RSI และเมื่อระดับ RSI ขึ้นมาถึง 70 หรือสูงกว่า เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ราคา ณ ตอนนั้น อยู่ในสภาวะซื้อมากเกินไป ให้ระวังการย่อตัวของราคาที่อาจจะเกิดขึ้น นักลงทุนอาจจะเสี่ยงเปิด Put เพื่อดักทางไว้ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลง  และ เมื่อระดับ RSI ลงไปแตะ 30 หรือต่ำกว่า เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ราคา ณ ตอนนั้น อยู่ในสภาวะขายมากเกินไป เป็นการแจ้งเตือนนักลงทุนไว้ว่า ถัดจากนี้ ราคา อาจจะทยอยฟื้นตัวขึ้นมาได้ นักลงทุนอาจจะเสี่ยงเปิด Call เพื่อดักทางไว้ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง

Support and Resistance Strategy: คือ การนำเอา Trend line เข้ามาช่วยใช้หาแนวรับ-แนวต้านของราคา ในจังหวะการลงทุน เช่น RSI ทะยานขึ้นไป แตะระดับ 70 หรือมากกว่า นักลงทุนอาจจะตีเส้น Trend line สำหรับหาแนวต้านราคา เพื่อดักเปิด Put หรือ เมื่อ RSI ลงไปแตะระดับ 30 หรือต่ำกว่า นักลงทุนอาจจะตีเส้น Trend line สำหรับหาแนวรับราคา เพื่อดักเปิด Call

Money Management: เป็นอีกสิ่งที่นักลงทุนควร ให้ความสำคัญมากที่สุด และตระหนักในการลงทุนแต่ล่ะครั้ง ไม่ว่าจะมีเงินทุนเท่าใด จำเป็นจะต้องบริหารจัดการเงินทุน ไม่ให้เหลือ0 ตั้งจุดขาดทุนที่สามารถรับได้ (กี่%) และ การเปิดสถานะ ในแต่ล่ะครั้ง ไม่ควรที่จะ “Overtrade” มีน้อย ลงทุนน้อย ตัวอย่างเช่น มีเงินลงทุน 100$ นักลงทุนอาจจะแบ่งเข้าซื้อขาย ครั้งล่ะ ไม่เกิน 1-5% ของเงินทุน หากเมื่อมีกำไรตามที่คาดหมายไว้ ก็ควรที่จะหยุดการลงทุน เก็บกำไรใส่กระเป๋า เพราะถ้าหากยังโลภลงทุนต่อไป อาจจะเกิดความเสียหายขึ้นได้

ข้อจำกัดของการใช้งาน RSI กับ Binary Option

ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ใดๆ จากที่กล่าวมา ทุกกลยุทธ์มีข้อจำกัดด้วยกันทิ้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

Bearish Bullish Divergence ที่อาจจะใช้งานไม่ได้ในสภาวะ Panic แรงๆ

Over Bought, Over Sold ด้วยการที่ Binary Option เคลื่อนไหวที่ไวมาก อาจจะทำให้กลยุทธ์นี้ใช้งานได้ ไม่ดีนัก เนื่องจากหากราคายังคงทะยานขึ้นต่อไป อาจจะได้เห็น Over Bought แช่ยาวหลายนาทีได้ หรือ หากราคายังคงดิ่งลงไปต่อเนื่อง อาจจะได้เห็น Over Sold แช่ยาวหลายนาทีเช่นกัน ดังนั้นหากนักลงทุนจะใช้กลยุทธนี้ จำเป็นต้องบริหารหน้าตักดีๆ ไม่ควรจะทุ่มหมดตัว (All in)

Support and Resistance Strategy แนวรับที่ตีไว้ เมื่อราคามาถึงอาจจะไม่สามารถรับอยู่ หรือ แนวต้านที่ตีไว้ เมื่อราคามาถึงแนวต้านอาจจะไม่ย่อตัวลง

ตัวอย่างการใช้งาน RSI กับ Binary Option ด้วยกลยุทธ์ Oversold Strategy

จังหวะการเปิด Call เกิดขึ้นมาสัญญาณ RSI เข้าสู่ภาวะ Oversold (ต่ำกว่าระดับ 30) และราคาทำท่าจะฟื้นตัวกลับ (ลูกศรสีขาว)ถัดมาจะเห็นได้ว่าราคาได้ฟื้นตัวกลับขึ้นมาตามที่ได้คาดการณ์ไว้ สามารถสร้างกำไรจากการเทรดรอบนี้ได้

ตัวอย่างการใช้งาน RSI กับ Binary Option ด้วยกลยุทธ์ Bullish Divergence Strategy

ในช่วงที่ราคาเกิดภาพความขัดแย้งกับสัญญาณ RSI โดยราคาปรับตัวลง แต่ RSI กลับไม่ได้ปรับตัวลงตามราคา (ตามลูกศรสีขาว) ซึ่งเป็นสัญญาณการเกิด Bullish divergence สามารถใช้เป็นจังหวะในการเปิด Call option ได้ … หลังจากนั้นราคาก็ได้เกิดการฟื้นตัวกลับขึ้นมาตามตัวอย่าง

ในการลงทุนในซื้อขายใน Binary Option ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินสกุลใดก็ตาม แต่ถึงกระนั้น นักลงทุนยังมีเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ หาจังหวะในการเข้าซื้อขาย โดยเฉพาะตัว RSI ที่แสดงถึง Momentum ของราคา สามารถช่วยให้นักลงทุนเห็นจังหวะซื้อขายได้ ดีระดับหนึ่ง จากตัวอย่างที่นำเอากลยุทธ์ต่างๆมาปรับใช้ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วย Binary Option มีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และมีเวลา Expired ที่สั้นมาก จึงทำให้เกิดข้อจำกัดในการใช้งาน RSI เมื่อเจอสภาวะที่ราคาเหงี่ยงตัวรุนแรง อาจจะทำให้การใช้งาน RSI หรือเลือกใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์หาจุดซื้อขาย Binary Option ทำได้ยาก

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

RSI + Candlestick pattern

เราจะมาพูดถึงการเทรดขั้นสูงกันบ้าง โดยเป็นการผสมผสานเครื่องมือของ Technical เข้าด้วยกัน โดยดึงความสามารถของแต่ละเครื่องมือมาสร้างกลยุทธ์การเทรดให้ทรงประสิทธิภาพ … เทรดเดอร์หลายท่านมักจะเรียกสิ่งนี้ว่าการสร้าง Set up ในการเทรด … โดยในบทความนี้เราจะนำเสนอ 1 ตัวอย่าง Set up การเทรดโดยใช้ Indicator อย่าง RSI คู่กับรูปแบบแท่งเทียน ในการสร้างกลยุทธ์การเทรด

เงื่อนไขในการเทรด BUY = Oversold + Morning star

ตัวอย่างกราฟ EURUSD ในภาพราย 5 นาที … กลยุทธ์นี้คือจะเข้า BUY เมื่อสัญญาณ RSI ส่งสัญญาณภาวะ Oversold หรือ RSI < 30 แสดงถึงราคาถูกขายมากเกินไป มีโอกาสที่อนาคตจะฟื้นตัวกลับ และอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อแท่งเทียนเกิดรูปแบบ Morning star ซึ่งเป็นรูปแบบในการกลับตัวเป็นขาขึ้นของ Candlestick pattern

จากกราฟข้างต้น ในจังหวะที่ราคาเข้าสู่ภาวะ Oversold (RSI ลงต่ำกว่า 30) เข้าเงื่อนไขแรกในการ BUY แต่ยังไม่เข้า Set up เรา ต้องรอจนกว่าแท่งเทียนเกิดรูปแบบ Morning star โดยจากกราฟ Set up ถูกคอนเฟิร์มในช่วงที่แท่งเทียนลำดับที่ 3 ของรูปแบบ Morning star ปิดสีเขียว (เส้นแนวดิ่งสีชมพูด) ซึ่งครบเงื่อนไขการเทรดของเราที่ตั้งไว้ เป็นจังหวะในการเข้าเปิด BUY หรือซื้อ Call option และหลังจากนั้นราคาก็ปรับตัวขึ้นต่อดังกราฟตัวอย่าง

อีกตัวอย่างของเงื่อนไขเดิม

อีกหนึ่งตัวอย่างของ Set up เดิม คือในช่วงที่ราคาเกิดรูปแบบ Morning star และ RSI เข้าสู่ภาวะ Oversold ซึ่งเราจะใช้เป็นจังหวะ BUY ในการเทรด

เงื่อนไขในการเทรด SELL = Overbought + Evening star        

หลังจากที่เห็นตัวอย่างฝั่ง BUY กันไปแล้ว เรามาดูตัวอย่างฝั่ง SELL กันบ้างดีกว่า

ตัวอย่างกราฟ EURUSD ในภาพราย 15 นาที … ในช่วงที่แท่งเทียนเกิดรูปแบบ Evening star (เป็นสัญญาณลบใน candlestick pattern) พร้อมกับ RSI > 70 (ภาวะ Overbought แสดงถึงภาวะราคาซื้อมากเกินไป มีโอกาสที่จะพักตัวลงในอนาคต) เข้า Set up การเทรดที่วางไว้ ซึ่งเป็นตจังหวะ Sell เราซื้อ Put option

โดยเทรดเดอร์สามารถนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้ได้อีกหลากหลาย ทั้งรูปแบบแท่งเท่ียนที่ยังมีอีกมากมายเช่น Engulfing , Tweezer , Harami และอื่นๆ เป็นต้น หรือสามารถปรับเปลี่ยน Indicator เป็น MACD , Stochastic , Bollinger bands ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยเลือกแต่ละรูปแบบ แต่ละเครืื่องมือให้เหมาะสมกับตัวเอง เพียงเท่านี้เทรดเดอร์ก็จะสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องและอย่างยั่งยืนครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

Pinbar – แรงซื้อ แรงขาย

หนึ่งกลยุทธ์การเทรดสุด Classic คือการดูกราฟเปล่าๆ โดยอาศัยการวิเคราะห์จาก “ราคา” บนกราฟ เพียงอย่างเดียว อาศัยการรวมภาพรวมของราคา และรูปแบบของแท่งเทียนต่างๆ ที่จะสามารถบ่งชี้ถึงแรงซื้อ และแรงขาย เพื่อที่จะคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตได้

เราจะมาพูดถึง 1 ในรูปแบบแท่งเทียนที่ “มีประสิทธิภาพ” , “เข้าใจง่าย” และ “ใช้ได้จริง” ที่มีชื่อว่า … Pinbar … เรามาดูหน้าตามันก่อนกันดีกว่า

Pinbar สามารถสังเกตง่ายๆ คือจะเป็นแท่งเทียนที่มีลักษณะตัวเทียน (Body) เล็กๆ ตำแหน่งอยู่ที่บริเวณปลายเทียนด้านใดด้านหนึ่ง และมีไส้เทียน (Shadow) ยาวๆ

จะสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 รูปแบบคือ

  1. Bullish Pinbar มักเกิดในรอบ Swing Low (สัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้น)
  2. Bearish Pinbarมักเกิดในรอบ Swing High (สัญญาณกลับตัวเป็นขาลง)

ที่บอกว่าตัว Pinbar นั้นมีประสิทธิภาพคือ มันสามารถใช้เป็นสัญญาณในการหา “จุดกลับตัว” ได้

 

ตัวอย่าง Bullish Pinbar ที่เกิดในช่วง Low ของราคา และหลังจากนั้นราคาก็ดีดตัวกลับเพื่อปรับตัวขึ้น

ตัวอย่าง Bearish pinbar ที่มักเป็นช่วง High ของราคา และหลังจากนั้นราคาก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

เห็นตัวอย่างประสิทธิภาพของมันกันไปแล้วนะครับ มาดูความง่ายในการพิจารณาของแท่งเทียนกันดู โดย Pinbar เป็นรูปแบบแท่งเทียนที่ประกอบเพียง 1 แท่ง (บางรูปแบบแท่งเทียนประกอบด้วย 2 , 3 หรือ 4 แท่งขึ้นไป) ซึ่งตรงนี้ทำให้รูปแบบนี้สังเกตค่อนข้างง่าย ไม่เกิดความสับสนในการเทรด

จากนั้นมาดูหลักการเบื้องของการสังเหตได้ทำให้ราคากลับตัว เมื่อเกิดรูปแบบแท่งเทียนนี้กัน

Bullish Pinbar กันก่อน : เมื่อเราสังเกตแท่งเทียน Bullish pinbar เริ่มจากราคาเปิดที่บริเวณ High ของวัน และในระหว่างวันนั้นเกิดแรงซื้อขายลงมาอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็มีแรงซื้อกลับคืนหมดเช่นเดียวกัน จนสามารถขึ้นมาปิดที่บริเวณ High ของวันได้ ทำให้แสดงถึง แรงซื้อ มีมากกว่า แรงขาย ทำให้ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในอนาคต … ส่วน Bearish Pinbar ก็ตรงกันข้าม

ซึ่งต้องบอกว่า เราสามารถนำรูปแบบแท่งเทียนนี้ไปประยุกต์ใช้กับเครื่องมืออื่นๆ เช่น เส้นค่าเฉลี่ย , RSI , MACD , Stochastic และอีกมากมาย เพื่อประกอบการสร้างกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะกับตัวเทรดเดอร์เอง และให้ก่อเกิดประสิทธิภาพในการเทรดให้มากที่สุด โดยเชื่อว่าถ้าหากเทรดเดอร์ทุกท่านมีความตั้งใจ ฝึกฝน และใฝ่เรียนรู้ในการเทรดอยู่ตลอดเวลา เชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า สุดท้ายเทรดเดอร์คนนั้นจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในที่สุดครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

รูปแบบต่อเนื่อง Flag Pattern – Binary Option

ในสาย Technical Analysis นั้นเต็มไปด้วยหลายวิธีการ หลายกลยุทธ์ และ Price patterns หรือ รูปแบบราคา ก็เป็นหนึ่งในสายนี้เช่นเดียวกัน เป็นหนึ่งองค์ประกอบใหญ่เลยทีเดียว มีเทรดเดอร์มืออาชีพหลายคนที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ Pattern พวกนี้ในการเทรด โดย Pattern เหล่านี้ทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจทิศทางของราคา และสามารถหาจังหวะเข้าออกในการเทรดอย่างแม่นยำ

… เราจะมาพูดถึง Pattern ที่มีโอกาสการชนะอยู่ในลำดับต้นๆของบรรดา Price Pattern ทั้งหมด นั้นก็คือ Flag Pattern

Flag Pattern

Flag pattern เป็นรูปแบบ Continuation pattern หรือ รูปแบบต่อเนื่อง เกิดขึ้นในช่วงพักตัวระยะสั้นของแนวโน้มนั้นๆ เหมือนกับการพักตัวสั้นๆ ของราคา แล้วค่อยไปต่อนั่นเอง … โดย Flag pattern จะเกิดขึ้นเมื่อราคาปรับตัวตามแนวโน้มมาสักระยะหนึ่ง และพักตัวย่อยๆ ฟอร์มตัวเป็นลักษณะ Channel ย่อยๆ ของราคา มีเส้นคู่ขนาดกัน 2 เส้น และทะลุเพื่อวิ่งต่อตามทิศทางเดิม

Bull Flag : เกิดขึ้นในช่วงแนวโน้มขาขึ้น โดยราคาย่อตัวสั้นๆ ก่อนที่จะขึ้นทะลุแล้วไปต่อ

Bear Flag : เกิดขึ้นในช่วงแนวโน้มขาลง โดยราคาฟื้นตัวสั้นๆ ก่อนที่จะหลุดกรอบแล้วลงต่อ

สัญญาณ BUY/SELL ของรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นเมื่อ ราคาได้ฟอร์มตัวรูปแบบ Flag และเกิดการ Breakout ที่บริเวณกรอบของรูปแบบนั้นๆ

ในรูปแบบของ Bull Flag สัญญาณ BUY จะเกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุกรอบแนวต้านด้านบนของกรอบ Flag ขึ้นมา ส่วนในรูปแบบของ Bear Flag สัญญาร SELL จะเกิดขึ้นเมื่อราคาหลุดกรอบแนวรับด้านล่างของกรอบ Flag ลงมา … จำไว้ว่า “Bull Flag : BUY ส่วน Bear Flag : SELL”

มาดูตัวอย่างจริงกันครับ

ตัวอย่าง Bull Flag ในภาพราย 5 นาทีของ EURUSD … เริ่มจากสังเกตแนวโน้มใหญ่ของราคา เป็นขาขึ้น โดยราคาปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเกิดจังหวะการพักตัวระยะสั้นของราคา ได้ฟอร์มตัวรูปแบบ Flag (Channel สีน้ำเงิน) จนกระทั่งราคาเกิดภาพ Breakout ทะลุขึ้นจากกรอบดังกล่าว และปรับตัวขึ้นต่อตามแนวโน้มเดิม … จังหวะที่ราคา Breakout จากกรอบนั้น เป็นจังหวะการซื้อ Call option หรือ BUY ของราคานั่นเอง

มาดูฝั่ง Bear Flag กันบ้าง … ลักษณะคล้ายกัน แตกต่างกันแค่ทิศทางของราคา โดยราคาปรับตัวลงมาต่อเนื่อง เกิดการฟื้นตัวระยะสั้น และฟอร์มตัวรูปแบบ Bear Flag (Channel สีแดง) จากนั้นราคาก็ปรับตัวลงต่อทะลุกรอบดังกล่าว … ซึ่งจังหวะที่ราคาทะลุลงมานั้นเอง เป็นจังหวะซื้อ Put Option หรือ SELL

ทริค : ในช่วงการฟอร์มตัว Flag ของราคา รูปแบบที่ดีทิศทางของ Flag ควรจะตรงกันข้ามกับแนวโน้ม เช่น แนวโน้มขาลง – Flag ควรจะเป็นลักษณะเอียงขึ้น , ส่วนถ้าแนวโน้มขาขึ้น – Flag ควรจะเป็นลักษณะเอียงลง … ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานของรูปแบบสูงขึ้นอีก

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

การเทรดรูปแบบสามเหลี่ยม

เป็นหนึ่งใน Price pattern ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และใช้ได้จริง (บาง Pattern ดูยาก ซับซ้อน และบางทีใช้เทรดไม่ได้จริงอีกด้วย) โดยรูปแบบสามเหลี่ยม หรือ Triangle ประกอบด้วยเส้น Trend line จำนวน 2 เส้นบรรจบเข้าหากัน โดยการบรรจบของเส้น Trend line นั้นสามารถสร้างรูปแบบสามเหลี่ยมได้ออกเป็น 3 รูปแบบ คือ

  1. Symmetrical triangle
  2. Ascending triangle
  3. Descending triangle

Symmetrical triangle

Symmetrical triangle หรือ รูปแบบสามเหลี่ยมสมมาตร เป็นลักษณะการชี้เข้าหากันของเส้น Trend line 2 เส้น โดยทั้ง 2 เส้นนั้นต้องมีสัดส่วนที่มีความ “สมมาตร” กัน จึงเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ โดยเป็นการแสดงถึงการแกว่งตัวในกรอบของราคาที่แคบลงเรื่อยๆ คล้ายกับการพักตัว แต่! ยังไม่รู้ว่าจะสุดจะไปในทิศทางใด เมื่อราคาทะลุกรอบด้านใดด้านหนึ่งของราคา นั่นแหละจะเป็นการเลือกทิศทาง

สัญญาณ BUY/SELL เจอเกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุกรอบฝั่งใดฝั่งหนึึ่งของราคา .. และถ้ากรอบสามเหลี่ยมค่อนข้างกว้าง สามารถจับจังหวะ Trading ในกรอบดังกล่าวได้ด้วยเช่นเดียวกัน

รอ Breakout

 

เล่นในกรอบ

โอกาสการทะลุ ขึ้น หรือ ลง มากกว่า : ขึ้น 50%  / ลง 50% เท่ากัน

โอก่าสเกิดในช่วง กลับตัว หรือ ไปต่อ มากกว่า : กลับตัว 30% / ไปต่อ 70%

ทริค : ให้ดูทิศทางของแนวโน้มเดิม ทิศทางการทะลุของ Symmetrical triangle มักจะไปตามทิศทางของแนวโน้มเดิมมากกว่า

Ascending triangle

 

Ascending triangle หรือ สามเหลี่ยมยกฐานสูงขึ้น ลักษณะของรูปแบบนี้จะประกอบด้วยเส้นบน Horizontal line (เส้นแนวนอน) และเส้นล่างที่เป็นเส้น Uptrend line (เส้นเฉียงขึ้น) … Ascending triangle ปกติจะเป็นรูปแบบ Continuation pattern หรือรูปแบบต่อเนื่อง มักจะเกิดในช่วงแนวโน้มขาขึ้นและเกิดรูปแบบนี้ขึ้นในช่วงระหว่างเทรน โดยให้สังเกตฐานของราคาที่สูงขึ้นต่อเนื่อง แสดงถึง แรงซื้อพยายามดันราคาไม่ให้ต่ำลง แต่ยังคงถูกกดจากแรงขายที่บริเวณเดิม … จะสังเกตได้ว่า แรงซื้อมีความกว่าแรงขายอยู่หน่อย แต่ยังไม่มากพอที่จะดันราคาทะลุผ่านไปได้ … จนสุดท้ายแรงขายหมด แรงซื้อมีมากกว่า ทำให้ทะลุกรอบแนวต้านด้านบน และปรับตัวขึ้นต่อตามแนวโน้มเดิมในที่สุด

การเทรดรูปแบบนี้จะรอจนกว่าราคา Breakout กรอบด้านบน (ไม่แนะนำให้เทรดเมื่อราคาทะลุกรอบด้านล่างลงของรูปแบบนี้ เนื่องจากประสิทธิจะน้อยกว่า) หรือสามารถเล่น Trading หาจังหวะ BUY ในช่วงราคาย่อตัวมาแตะกรอบของเส้นด้านล่าง

“ทริค : Ascending triangle ที่ดีควรจะเกิดในแนวโน้ม ขาขึ้น และเป็นเกิดในช่วงระหว่างเทรน”

โอกาสการทะลุ ขึ้น หรือ ลง มากกว่า : ขึ้น 70%  / ลง 30%

โอก่าสเกิดในช่วง กลับตัว หรือ ไปต่อ มากกว่า : กลับตัว 15% / ไปต่อ 85%

Descending triangle

ลักษณะจะคล้าย Ascending triangle แค่เส้นบนกับเส้นล่างสลับดัน โดย Decesning triangle เส้นบนเป็นเส้นเฉียงลง และเส้นล่างเป็นเส้นแนวนอนแทน โดยเป็นลักษณะรูปแบบต่อเนื่องเช่นเดียวกัน (Continuation pattern) และมักจะเกิดในช่วงแนวโน้มขาลง และเกิดในช่วงกลางเทรน

การเทรดให้รอจังหวะที่ราคาหลุดกรอบแนวรับด้านล่างของราคา และเปิด SELL ตาม หรือจะ SELL ในจังหวะที่ราคา Rebound ขึ้นแตะกรอบแนวต้านด้านบนก็สามารถทำได้

“ทริค : Descending triangle ที่ดีควรจะเกิดในแนวโน้ม ขาลง และเป็นเกิดในช่วงระหว่างเทรน”

โอกาสการทะลุ ขึ้น หรือ ลง มากกว่า : ขึ้น 30%  / ลง 70%

โอก่าสเกิดในช่วง กลับตัว หรือ ไปต่อ มากกว่า : กลับตัว 15% / ไปต่อ 85%

… ถ้าถามว่า Ascending triangle สามารถทะลุ “ลง” ได้ไหม และ Descending triangle ทะลุ “ขึ้น” แทนได้ไหม ตอบเลยว่า … ได้ครับ แต่ ! ไม่แนะนำให้เทรด เนื่องจากการเทรดตามลักษณะนั้นจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เหมือนกับเป็นการสวนแนวโน้มนั่นเอง

มาดูตัวอย่างจริงกันครับ

ตัวอย่างกราฟ EURUSD ในภาพราย 5 นาที เริ่มราคาทางซ้ายมือก่อน ราคาฟอร์มตัวรูปแบบสามเหลี่ยมลักษณะ Asecending triangle หลังจากนั้นก็เกิดการ Breakout ขึ้นมา เป็นการยืนยันภาพดังกล่าว และพอขึ้นมาสักระยะหนึ่ง ก็พักตัวออกด้านข้าง เป็นลักษณะสามเหลี่ยมรูปแบบ Sysmmetrical triangle โดยในที่นี้ราคาก็ได้เลือกทิศทางฝั่งขึ้น อีกครั้ง ก็เป็นการปรับตัวขึ้นต่อตามแนวโน้มเดิม

เป็นอย่างไรก็มั้งครับ เชื่อว่าถ้าเทรดเดอร์นำไปฝึกฝนใช้งานบ่อยๆ ก็จะสามารถสร้างกำไรจากตลาด Binary option แห่งนี้ได้อย่างต่อเนื่อง เรายังมี Price pattern เจ๋งๆ อีกมากมาย ที่อยากจะมาแชร์ให้กับเพื่อนๆเทรดเดอร์ทุกท่านได้ทราบกับ รวมถึง กลยุทธ์ต่างๆ การวางหน้าตัก จิตวิทยาในการเทรด อีกมากมาย ซึ่งทุกท่านสามารถติดตามได้ทางเว็ปไซด์ https://binaryoption.in.th/ นี้ได้เลยนะครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

การเทรด Inside Bars

Inside bars เป็นหนึ่งรูปแบบแท่งเทียน (Candlestick patterns) ที่นิยมใช้กันมากในหมู่เทรดเดอร์สาย Price action ที่ใช้ในการหาจังหวะเข้าเทรด โดยรูปแบบนี้จะประกอบด้วย 2 แท่งเทียน โดยแท่งเทียนแท่งแรกเป็นแท่งเทียนรูปแบบปกติ แต่… ให้สังเกตแท่งถัดมา จะต้องเล็กกว่าแท่งแรก โดยที่ High ต่ำกว่าแท่งแรก และ Low สูงกว่าแท่งแรก (พูดง่ายๆ คือ แท่งเทียนจะถูกแท่งแรกปกคลุมอยู่) … มันแสดงถึงการไร้ทิศทางของราคา … และสัญญาณ BUY/SELL จะเกิดขึ้นเมื่อ ราคาได้เลือกทางโดยแท่งเทียนถัดมา (แท่งเทียนที่ 3) เกิดการ Breakout ทะลุขึ้น หรือลง จากแท่งที่ 2

มาดูหน้าตาของ Inside Bar กันก่อนดีกว่า

เราจะไม่ซีเรียสว่า “สี” ของแต่ละแท่งเป็นอย่างไร โดยจะพิจารณาเพียงลักษณะของแท่งเทียนที่ 2 ต้อง High ต่ำกว่าแท่งแรก และ Low สูงกว่าแท่งแรก

BUY/SELL

ในการกำหนดสัญญาณ BUY / SELL เราจะพิจารณาถึงแท่งเทียนที่ 3 … เมื่อเจอแท่งเทียน 2 แท่งฟอร์มตัวรูปแบบ Inside bar แล้ว เวลาจะเข้าเทรดให้รอดูแท่งเทียนที่ 3 ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร

  • ถ้าราคาทะลุ High ของแท่งเทียนที่ 2 ขึ้นมา ก็จะเป็นสัญญาณ BUY
  • ถ้าราคาทะลุ Low ของแท่งเทียนที่ 2 ลงมา ก็จะเป็นสัญญาณ SELL

กรณี BUY

กรณี SELL

ซึ่งสัญญาณ Trigger จะเกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุ High / Low ของแท่งเทียน คือให้ BUY ตาม หรือ SELL ตามในทันทีเมื่อแท่งเทียนที่ 3 นั้นทะลุ High / Low ของแท่งเทียนที่ 2

มาดูตัวอย่างจริงกันครับ

ตัวอย่างข้างต้นเกิดรูปแบบ Inside bar ในช่วงระหว่างเทรน … ตามสี่เหลี่ยมสีเทา … โดยแท่งเทียนที่ 2 มาลักษณะเล็กกว่าแท่งเทียนแรก และมี High ต่ำกว่า และ Low สูงกว่าแท่งแรก โดยเมื่อเจอรูปแบบนี้แล้ว ให้รอจนกว่าแท่งเทียนที่ 3 จะเลือกทาง … โดยจากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ราคาได้เลือกทิศทางฝั่งลง (SELL) ราคาทะลุ Low ของแท่งที่ 2 ลงมา ซึ่งจังหวะนี้เป็นสัญญาณ SELL นั่นเอง

อีกตัวอย่างหนึ่ง … อันนี้เป็นในส่วนของฝั่ง BUY ในสี่เหลี่ยมสีชมพูด และสีเหลือง เป็นลักษณะการเทรดรูปแบบ Inside Bar ในฝั่ง BUY ทั้งสิ้น ลักษณะคล้ายกับฝั่ง SELL แต่จะต่างตรงนี้ แท่งเทียนที่ 3 เลือกการทะลุ High ขึ้นมาจากแท่งเทียนที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาณ BUY นั่นเอง

ก่อนจบบทความนี้ ผมจะฝาก 2 ทริค ในการเทรด Inside Bar ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น … เหมือนกับไป “ติดปีก” ให้กับเครื่องมือนั่นเอง

ทริคแรก : ควรดูแนวโน้มหลักประกอบด้วย :

  • ยิ่งถ้าเราเทรดตามแนวโน้ม เช่น แนวโน้มขาขึ้น เน้น BUY เป็นต้น ก็จะทำให้ผลตอบแทนเรามากขึ้นไปด้วย … ไม่ควรไปเปิดสถานะสวนแนวโน้ม เช่น แนวโน้มขึ้น แต่ Inside bar ทะลุลง เกิดสัญญาณ SELL อย่างกรณีนี้ไม่ควรเทรด เพราะเหมือนเป็นการสวนแนวโน้ม คล้ายกับว่ายน้ำทวนกระแส

ทริคสอง : ระวังช่วง Sideway

  • ในช่วง Sideway ราคามัก Break แล้วไม่ค่อยไป จึงแนะนำให้เทรดรูปแบบนี้ในช่วงเป็น Trend มากกว่า

โชคดีในการเทรดทุกคนนะครับ…….

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

3 วิธีการเทรดรูปแบบ Head and shoulders

อีกหนึ่ง Price pattern ที่เทรดเดอร์ต่างนิยมใช้เทรดกันมาก ถือว่าเป็น Classic patterns เลยก็ว่าได้ โดยรูปแบบ Head and shoulders เป็นการเทรดลักษณะ Reversal pattern หรือการเทรดจุดกลับตัวนี้เอง ซึ่งรูปแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายคน คือประกอบด้วย หัวและไหล่ (ตามชื่อรูปแบบนี้เลย) โดยมี ไหล่ซ้าย , หัว และ ไหล่ขวา เป็นส่วนประกอบ และจะถูกยืนยันรูปแบบเมื่อราคา Breakout เส้น Neck line (แนวรับของรูปแบบนี้) ลงมา

โดยวิธีการเทรดรูปแบบ Head and shoulders นี้ จะมีอยู่ 3 วิธี คือ

วิธีที่ 1 : รอทะลุเส้น Neck line

วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีการเทรด Head and shoulders ที่มาตรฐานที่สุด คือจะรอให้ราคาฟอร์มตัวครบรูปแบบก่อน คือจะมี ไหล่ซ้าย , หัว และ ไหล่ขวา และยืนยันรูปแบบด้วยการทะลุเส้น Neck line ลงมา ซึ่งใช้เป็นจังหวะ SELL หรือ ซื้อ Put option นั่นเอง

ในส่วนของวิธีนี้สามารถเทรดได้อีกรูปแบบนึง คือ รอในจังหวะที่ราคา Pull back ขึ้นมาใกล้เส้น Neck line หลังจากหลุดเส้น Neck line มาก่อนหน้า ซึ่งวิธีนี้จะ Conservative มากกว่า

วิธีที่ 2 : คาดการณ์ “ไหล่ขวา”

โดยวิธีการจะค่อนข้างเสี่ยงกว่าวิธีแรก คือเราจะ SELL ตั้งแต่ราคาฟอร์มไหล่ขวาเลย ไม่ต้องรอให้ราคาลงทะลุเส้น Neck line

วิธีที่ 3 : คาดการณ์ “หัว”

วิธีการนี้จะเสี่ยงมากที่สุด (เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ชำนาญแล้ว) โดยจะ SELL ตั้งแต่ราคาฟอร์มตัวลักษณะหัว ที่เป็นยอดของราคาเหนือไหล่ซ้าย และกำลังค่อยๆปรับตัวลงมา

(ในส่วนของ Inverse Head and shoulders ก็จะตรงกันข้าม … และใช้เป็นสัญญาณ BUY แทน)

เทรดเดอร์สามารถเลือกวิธีการเทรดรูปแบบนี้ได้ทั้ง 3 วิธี ขึ้นอยู่กับความชอบของเทรดเดอร์แต่ละคนว่า รับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน แต่ละรูปแบบ แต่ละวิธีก็จะแตกต่างกันออกไป สิ่งสำคัญที่สุดคือเทรดเดอร์ต้องมีวินัยในการเทรด ทำตามเงื่อนไขการเทรดของเราอย่างเข้มงวด มีการวางหน้าตักที่เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จในตลาดแห่งนี้อย่างแน่นอน

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

การวางแผนการเทรด

สิ่งสำคัญที่สุดในการเทรดเลยก็คือ “การวางแผนการเทรด” ไม่ว่าเราจะเทรดอะไรก็ตาม อาทิ ค่าเงิน,หุ้น,น้ำมัน,ทองคำ,ดัชนี หรือแม้กระทั่ง Binary option นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องทำคือ … วางแผนการเทรด … ก่อนเทรดจริงทุกครั้ง เทรดเดอร์ต้องรู้ว่า เรากำลังทำอะไร เราจะใช้เครื่องมือไหนในการเทรด เราจะใช้กลยุทธ์อะไรในการเทรด เราจะวางเงินเท่าไหร่ เป็นต้น ถ้าหากเทรดเดอร์ทำพลาดเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็อาจส่งผลทำให้พอร์ตของตัวเทรดเดอร์เองเสียหายอย่างหนักได้

ให้จำลองการเทรดเปรียบเสมือการทำธุรกิจ … เราต้องมีแผน มีวิธีการ มีกลยุทธ์ … อย่าไปคิดเด็ดขาดว่า การเทรดคือสนามเด็กเล่น จะขำๆ ก็ได้ ซึ่ง รับรองได้ว่าใครที่ไม่จริงจังกับการเทรดนั้นจะได้รับผลลัพธ์สุดท้ายเดียวกัน คือ … พอร์ตแตก

วิธีการวางแผนการเทรด

กลยุทธ์การเทรด : ในสนามเทรดจริง เราต้องรู้อยู่แล้วว่า เราจะ BUY/SELL เมื่อใด เรากำลังเฝ้ารออะไรอยู่ ไม่ใช่เทรดเดอร์อารมณ์ของตัวเอง และคิดไปเองว่าตลาดมันจะขึ้นหรือลงตามที่เราคิด ไม่ควรทำอย่างนั้น ควรมีกลยุทธ์การเทรดของตัวเองแต่แรกอยู่แล้ว ก่อนที่จะเข้าไปเทรด

หน้าตัก : สิ่งสำคัญที่ต้องมีก่อนเทรดเหมือนกันคู่กับกลยุทธ์เลยคือ การรู้หน้าตักของตัวเองว่าจะเทรดแต่ละไม้เท่าไหร่ ไม่คำนวณมามั่วๆ ควรหาปริมาณหน้าตักที่เหมาะสมในการเทรดของเราก่อน ค่อยเข้าไปเทรดจริง

บันทึกการเทรด : เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์หลายคนละเลยมาก … แม้บันทึกการเทรดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยในการสร้างผลตอบแทนของเราให้เพิ่มขึ้นโดยตรง แต่ในทางอ้อม มันจะคอยช่วยเหลือเราได้อย่างมหาศาล มันจะสร้างความมีวินัยให้กับเทรดเดอร์ และยังสามารถดูภาพรวมในการเทรดของเราที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ทำอะไรผิดพลาดไว้บ้าง หรือเราควรปรับปรุงแก้ไขในส่วนไหน … 100% ของเทรดเดอร์มืออาชีพที่สามารถทำกำไรได้ในตลาด ล้วนแต่มีบันทึกการเทรดทั้งสิ้น

ตั้งเป้าหมาย : หลายคนพึ่งเข้ามาตลาดเพียงไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน ก็หวังที่ว่าพอร์ตจะโตเป็น 100% เป็น 1000% ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน … ซึ่งอยากให้มองภาพความเป็นจริงกันดีกว่า … เราเป็นมือใหม่ เหมือนกับ นักบอลทีมชาติ กว่าเค้าจะติดทีมชาติได้ เค้าต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักมากเพียงใด กว่าจะขึ้นมาสู่ระดับดังกล่าว เทรดเดอร์ที่เก่งก็เช่นกัน ไม่ใช่วันสองวันจะเก่งได้เลย ต้องอาศัยการฝึกฝน การเรียนรู้ ประสบการณ์อย่างยาวนาน กว่าจะสามารถทำกำไรในตลาดได้ ซึ่งอยากในช่วงเริ่มต้น อยากให้ตั้งเป้าหมายไว้เพียงแค่ ไม่ขาดทุน ก็เพียงพอแล้ว พอเราสามารถอยู่รอดในตลาดได้สักระยะนึงก็ค่อยขยับเป้าหมายของเราให้ไกลขึ้น เช่น ปีละ 5-10 % พอเก่งขึ้นอีกก็เป็น 10 -20 % อย่างงี้เป็นต้น ไม่ต้องรีบร้อน ตลาดไม่ได้หายจากเราไปไหน มันอยู่กับเราตลอดชีวิต เพียงแต่เราจะเอาชนะมันได้หรือเปล่าแค่นั้นเองครับ

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th