วิธีการตีเส้น แนวรับ แนวต้าน

เชื่อว่าเทรดเดอร์ทุกคนต้องรู้จักแนวรับ แนวต้านกันอยู่ แต่น้อยคนหนักที่จะลากเส้น หรือตีเส้นแนวรับแนวต้านได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง โดยเทรดเดอร์บางท่าน สักแต่ว่าลากไปมั่วๆ ไม่มีหลักการที่ชัดเจน สิ่งนี้อาจทำให้การเทรดของเราไร้ประสิทธิภาพได้ ซึ่งถ้าเราสามารถหาแนวรับ แนวต้านได้อย่างถูกต้องแล้ว มันจะทำให้การเทรดของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมาก

ในบทความนี้เราจะมาช่วยเกลาให้เทรดเดอร์หาเส้นแนวรับ แนวต้าน อย่างมีหลักการ และสามารถนำไปใช้ในจริงในการเทรด

แนวรับ : รับไม่ให้ราคาหลุด

แนวต้าน : ต้านไม่ให้ราคาผ่าน

แนวรับแนวต้านนี้มักการเป็นจุดของการแกว่งตัวของรอบราคา (Swing point) โดย ถ้าราคากำลังขึ้นอยู่ แล้วไปเจอแนวต้าน ทำให้การขึ้นของราคานั้นหยุด และกลับกลายเป็นการปรับตัวลง , ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคากำลังลงอยู่ แล้วลงไปเจอแนวรับ ทำให้การลงของราคานั้นหยุด และกลับกลางเป็นการขึ้นแทน

แนวรับ

แนวต้าน

ปัญหา ! … ที่เทรดเดอร์หลายคนเจอบ่อยคือ

  1. ราคากลับตัวก่อนถึง
  2. เกิด Failbreakout หรือ เกิด Spike (ไส้เทียน) ที่บริเวณแนวรับแนวต้าน

มาดูเหตุการณ์ของปัญหาที่เทรดเดอร์หลายคนมักเผชิญ

ปัญหา … ราคากลับตัวก่อนถึง

ตัวอย่างกราฟข้างต้น เป็นเหตุการณ์ที่เทรดเดอร์หลายคนมักตีเส้นแนวต้าน ที่บริเวณ High ก่อนหน้าของรอบการแกว่งตัว (ตามสีแดง) โดยมองเส้นดังกล่าวเป็นแนวต้าน … และเมื่อราคาดีดตัวขึ้นมาใกล้ระดับดังกล่าว เทรดเดอร์มักจะรอเทรดที่ระดับดังกล่าว (รอ SELL หรือซื้อ PUT option) … แต่จะเห็นได้ว่า ราคาเกิดการกลับตัวก่อนที่จะระดับแนวต้านดังกล่าว … ทำให้เหตุการณ์นี้เทรดเดอร์พลาดโอกาสในการเทรดไป

ปัญหา … เกิด Failbreakout หรือ เกิด Spike

อีกปัญหานึงที่ส่งผลร้ายกว่าอย่างแรก คือการเกิด Failbreakout ซึ่งบ่อยครั้งที่เทรดเดอร์ตีแนวรับหรือแนวต้าน แล้วราคาเกิดการทะลุเกิดขึ้น แต่การทะลุนั้นเป็นการ “ทะลุหลอก” เช่น ทะลุแนวต้านขึ้นมาเพียงไม่กี่แท่ง สุดท้ายก็ปรับตัวลง เป็นต้น ซึ่งคล้ายกับตัวอย่างกราฟข้างต้น … ปกติเทรดเดอร์จะลากเส้นแนวรับจากจุด Low ของรอบการแกว่งตัวของราคา (ตามเส้นสีเขียว) เอาไว้เป็นแนวรับ เพื่อที่จะใช้เป็นจังหวะในการเข้า BUY หรือซื้อ Call option ซึ่งพอเข้า BUY จริงๆ ราคาเกิดทะลุหลอก ลงมาให้เรา STOP หรือกลับฝั่งเป็นซื้อ Put option แทน แต่สุดท้ายก็กลับขึ้นมาอีก … ทำให้การเทรดของเราขาดทุนทันที … ซึ่งเหมือนกับตัวอย่างข้างต้น ในจุดที่ 1 เป็นการทะลุกลอกลงมาเพียงชั่วขณะ สุดท้ายราคาขึ้นกลับขึ้นไป และเหตุการณ์คล้ายๆ กัน แต่ลักษณะต่างกันนิดหน่อยคือจุดที่ 2 และ 3 เป็นจังหวะ Spike ของราคา

วิธีการแก้ไขปัญหา

อย่างแรก คือ ใช้การตีแนวรับแนวต้านเป็น Zone หรือ บริเวณจะดีกว่า (ไม่ควรใช้เป็น Level หรือระดับเป๊ะๆ) เพราะในเหตุการณ์จริง มักเกิดการเหลื่อมล้ำของราคาบ้างเล็กน้อย ซึ่งเราไม่ควรดูเป็นจุดเป๊ะๆ ให้ดูเป็นบริเวณแทนจะดีกว่า มันจะช่วยให้สัญญาณหลอกน้อยลง และปัญหาการกลับตัวก่อนถึงก็น้อยลงเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างการตีแนวรับแนวต้านแบบ Zone : 1

ตัวอย่างการตีแนวรับแนวต้านแบบ Zone : 2

ส่วนปัญหาเรื่องแท่งเทียนลักษณะ Spike นั้นให้อย่าไปพิจารณาหางของแท่งเทียน เพราะในช่วงนั้นไม่ค่อยมีนัยสำคัญ เป็นช่วงที่ราคาเกิดการ Matching การน้อย และ Volume น้อยเช่นเดียวกัน ทำให้ไส้ทียาวๆ มักไม่ค่อยมีความสำคัญ ให้พิจารณาระดับราคาปิดจะค่อนข้างมีนัยสำคัญมากกว่า … ควรรอให้แท่งเทียนจบแท่งก่อน แล้วจึงพิจารณาในการเทรดถัดไป

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการตีแนวรับแนวต้านแบบ Zone จะเหมาะสมมากกว่าในการตีแบบธรรมดา โดยต้องบอกก่อนว่าเราสามารถนำเครื่องมือหรือ Indicator อื่นๆ มาประกรอบในการเทรดกับแนวรับแนวต้านได้เช่นเดียวกัน เช่น RSI คู่กับ แนวรับแนวต้าน เป็นต้น ซึ่งมันจะช่วยให้การเทรดเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้เราสร้างกำไรได้อย่างมาก … ลองดูหลักการนี้ไปใช้กันดูนะครับ … ในบทความหน้าเราจะนำเสนอกลยุทธ์ในการผสมผสานระหว่าง Indicator และ แนวรับแนวต้าน ในการเทรดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Winrate และผลตอบแทนที่สูงขึ้น

 

ทีมงาน : binaryoption.in.th

[Total: 0    Average: 0/5]

Comments

comments

Bookmark the permalink.

Comments are closed.